+ เพิ่มบทความใหม่

ตำนาน ปู่แสะย่าแสะ

ตำนาน ปู่แสะย่าแสะ

ปู่แสะย่าแสะ


ผีปู่แสะย่าแสะ เดิมเป็นผีที่ดูแลรักษาเมืองเชียงใหม่ แต่ต่อมาผีปู่แสะย่าแสะและลูกหลานดูแลเฉพาะในเขตนอกเมือง (เพราะมีผีตนอื่นดูแลในเขตเมืองอยู่แล้ว) เรื่องของผีปู่แสะย่าแสะปรากฎในตำนานเชียงใหม่ปางเดิม และตำนายวัดดอยคำ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวกันว่า เดิมเป็นผีบรรพบุรุษของพวกลวะที่อาศัยอยู่ในบริเวณเชิงดอยสุเทพ มีเรื่องเล่าว่าสมัยที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์ถึงเชิงดอยคำได้พบยักษ์ สามตนพ่อแม่ลูก ซึ่งยังชีพด้วยเนื้อสัตว์และเนื้อมนุษย์ เมื่อยักษ์ทั้งสามเห็นพระพุทธเจ้าก็จะจับกิน แต่พระพุทธองค์ทรงแผ่เมตตาจนยักษ์ทั้งสามเกรงในพระบารมีจึงยอมแสดงความเคารพ พระพุทธเจ้าจึงทรงเทศนาและให้ยักษ์ทั้งสามรักษาศีลห้า แต่ผีปู่แสะย่าแสะไม่อาจรับศีลห้าได้ตลอดจึงขอกินเนื้อมนุษย์ปีละสองคน เมื่อพระพุทธองค์ไม่อนุญาต ก็ขอต่อรองลงมาเรื่อย ๆ จนขอกินเนื้อสัตว์ ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสบอกให้ไปถามเจ้าเมืองเอาเอง แล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จจากไป โดยไว้พระเกศธาตุที่ต่อมากลายเป็นพระธาตุดอยคำ

ผีปู่แสะย่าแสะได้รับอนุญาติจากเจ้า เมืองให้กินควายได้ปีละครั้ง จึงได้มีประเพณีฆ่าควายเอาเนื้อสดสังเวยผีปู่แสะย่าแสะ ส่วนบุตรของปู่แสะย่าแสะได้บวชเป็นฤาษีชื่อสุเทวฤาษี



แต่เดิมนั้น กษัตริย์ ขุนนาง และชาวบ้านจะร่วมกันทำพิธีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะเป็นประจำทุกปี ต่อมาชาวบ้านตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้จัดเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะในบริเวณที่อยู่ของปีปู่แสะ คือหอผีกลางหมู่บ้านดอยสุเทพ (บริเวณใกล้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ในวันขึ้น 12 ค่ำเดือน 9 เหนือ คือประมาณเดือนมิถุนายนของทุกปี ขณะเดียวกันชาวบ้านตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จะเลี้ยงผีย่าแสะที่ “ดงย่าแสะ” บริเวณเชิวดอยคำในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 เหนือ และชาวบ้านจากสองตำบลนี้จะเลี้ยงผีเองโดยไม่มีเจ้าเมือง หรือผู้ว่าราชการจังหวัดไปร่วมพิธี และราว พ.ศ. 2480 ทางการได้ห้ามจัดการเลี้ยงผี แต่ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วจึงได้ฟื้นฟูขึ้นอีก แต่ให้ฆ่าควายดำเพียงตัวเดียวและทำพิธีรวมกันที่ดงย่าแสะเชิงดอยคำซึ่งก็ได้ ดำเนินตามนี้เรื่อยมา



ในการเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะนี้ ชาวบ้านจะเลี้ยงผีขุนหลวงวิรังคะ ซึ่งหมายปองนางจามเทวีในอดีตไปพร้อมกันด้วยก่อนจะพิธีจะมีการขึ้นท้าวทังสี่ คือพิธีบอกกล่าวแก่ท้าวจตุโลกบาต มีการสร้างปราสาท คือหอผีชั่วคราวทำด้วยโครงไม้ไผ่ 12 หอ ซึ่งปราสาทของปู่แสะย่าแสะจะมีขนาดใหญ่กว่าผีอื่น ๆ โดยถือว่าผีปู่แสะย่าแสะนี้เป็นผียักษ์ หอทั้ง 12 นี้ จะปลูกยกพื้นเรียงเป็นแถวตามลำดับคือ 1. หอปู่แสะ 2. หอย่าแสะ 3. หอเจ้าแม่คำเขียว 4.-11. ไม่ทราบชื่อ 12. หอขุนหลวงวิรังคะ โดยหอปู่แสะย่าแสะมีขนาดกว้างประมาณ 50x50 เซนติเมตร ยกพื้นสูงประมาณ 1.5 เมตร หลังคามุงด้วยตองทึง (อ่าน “ต๋องตึง”) คือใบพลวง ส่วนหอผีอื่น ๆ ทุกหอมีขนาดประมาณ 40x50 เซนติเมตร ยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร และไม่มีหลังคา



ตวัก คือกระทงที่บรรจุเครื่องเซ่นทำด้วยตองทึง กว้างประมาณ 25 เซนติเมตร และลึกพอสมควร รวม 12 กระทง นอกจากตวักขนาดใหญ่ดังกล่าวแล้ว ยังจะต้องทำตวักขนาดเล็กอีกประมาณ 40 กระทง บรรจุเนื้อดิบ เนื้อสุก แกง ชิ้นลาบ เนื้อปิ้ง ข้าวสุก ดอกไม้ ธูป เทียน แล้วนำกระทงดังกล่าวไปใส่ในกระทงใหญ่ทั้ง 12 กระทงนั้นให้พอดีแล้วนำไปวางไว้บนหอผี ส่วนพานข้าวตอกดอกไม้นั้นให้จัด 5 พานพร้อมทั้งเทียนเงินเทียนทอง ทั้งนี้ยังมีกระบอกไม้ไผ่บรรจุสุราอีก 22 กระบอกวางไว้ที่หอผีทั้ง 12 อีกด้วย และยังต้องวงด้ายสายสิญจน์ล้อมหอทั้ง 12 ไว้หมด ถือเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามคนที่ไม่เกี่ยวกับพิธีการเข้าในนั้น


 
สัตว์ที่จัดมาสังเวยผี ปู่แสะย่าแสะคือควายเขาดำ หรือควายรุ่นกระทงที่มีเขาสั้นเพียงหู เดิมนั้นให้สังเวยผีปู่แสะด้วยควายดำและสังเวยย่าแสะด้วยควายเผือก เมื่อฆ่าควายแล้วก็เอาเนื้อไปปรุงเป็นลาบและแกงต่าง ๆ และยังต้องนำเนื้อสันในสองชิ้นไปแขวนไว้ที่หอผีปู่แสะย่าแสะด้วยควายเผือก เนื้อที่เหลือก็จะนำไปปรุงเป็นอาหารเลี้ยงกัน ส่วนหนังควายที่ติดกับศรีษะนั้นจะนำไปปูไว้ที่หน้าปราสาทของผีปู่แสะย่าแสะ


   
เมื่อเริ่มพิธี ปู่อาจารย์หรือตั้งเข้าคือคนประกอบพิธีจะทำพิธีอัญเชิญผีปู่แสะย่าแสะก่อน อื่น ๆ โดยมีใจความว่าขอเชิญผีปู่แสะย่าแสะเปนเค้า (อ่าน “เป๋นเก๊า”) คือเป็นประธานของผีทั้งหลาย พร้อมทั้งผีลูกหลานเสนาอำมาตย์ทั้งปวงมารับเครื่องสังเวย และขอให้ผีทั้งหลายช่วยกันดูแลรักษาบ้านเมืองให้อยู่เป็นสุข จากนั้นผีปู่แสะย่าแสะจะเข้าทรงม้าขี่หรือคนทรงก็จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ จัดไว้แล้วอวยชัยให้พรต่าง ๆ ต่อจากนั้นผีในร่างทางก็จะไปหยิบอาหารจากกระทงในปราสาททั้ง 12 มากินอย่างละเล็กละน้อยพร้อมทั้งดื่มสุราที่จัดไว้ให้ จากนั้นก็ไปนั่งบนหนังควายและโยกหัวควายไปมา พร้อมกับนำเอาเนื้อสดที่แขวนไว้ที่หอเคี้ยวกันไปด้วย เมื่อเคี้ยวกินเนื้อและดื่มสุราแล้ว ม้าขี่ก็จะนำเอาท่อนไม้มาทำที่แคะฟันแสดงว่าอิ่มหนำสำราญแล้ว และท้ายสุด ม้าขี่จะล้มลงนอนกับพื้นสักครู่หนึ่ง เมื่อผีลาทรงแล้วก็ลุกขึ้นมามีอาการเป็นปกติ



ภายหลังการนำเอาพิธีกรรม ทางพุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยมีการทำบุญเลี้ยงพระก่อนการทำพิธีสังเวยและในช่วงที่พระสงฆ์สวดอยู่นั้น ก็เชิญเอาพระบฎหรือแผ่นผ้าที่วาดรูปพระพุทธเจ้ามาแขวนให้แกว่งไกวไปมา เพื่อแสดงว่าพระพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ เมื่อม้าขี่ไปถึงก็จะใช้ไม้ตีที่พระบฎนั้น เป็นที่ว่าพยายามทำร้ายพระพุทธเจ้าและตอนท้ายก็ยอมรับพุทธานุภาพ

การเลี้ยงผีโรงจะจัด เลี้ยงเฉพาะบ้านที่มีโรงเรือนผีปู่ย่าตายาย (โรงเรือนจะสร้างเป็นแบบบ้านหลังเล็ก ๆ มีเสาสี่เสามีชานยื่นออกมาเล็กน้อย มีบันได 3 ขั้น มุงหลังคาด้วยสังกะสีหรือจะมุ่งด้วยหญ้าคาก็ได้) มักจะทำพิธีเลี้ยง 3 ปีต่อครั้ง (1 ครั้ง) เครื่อเลี้ยงหรือเครื่องเซ่นในพิธี มีดังนี้มีผ้าม่าน ช้าง ม้า มีดดาบ เรือ ดอกบัว ขนมเครื่อง กระยาสารท หัวหมู บายศรี 1 คู่ น้ำมะพร้าวอ่อน หมูช่วง ใบตอง 3 ยอด เหล้าขาว หมี่ผัด 3 จาน กล้วยสีนวล กล้วยน้ำว้า อย่างละ 3 หวี มันหมู (ใช้ข้าวเหนียวนึ่งโขลกกับงายัดเป็นตัวหมูยัดไส้ด้วยน้ำอ้อยโขลก) เมี่ยงมอญ ขนมมอญ (ขนมสบัดงา) ลูกโทนดอกไม้มอญ พะโล้ ไก่ต้มยำ ขนมเปี๊ยะแผ่นใหญ่ หมูเผ็ด หมูหวาน ไก่เผ็ด ไก่หวาน ไข่แผ่น กระทงเล็ก ๆ สำหรับใส่เครื่องเซ่น ขันข้าง ซึ่งประกอบด้วยเหล้า ข้าวสาร ใส่กระทงธูป 1 ซอง เงิน 30 บาท ขันสำหรับทรง 4 คน ต่อจากนั้นก็นำของทั้งหมดวางบนโต๊ะหน้าโรงเรือน แล้วคนทรงจะเริ่มทำพิธีอันเชิญวิญญาณผีโรง ผีปู่ย่าผีเจ้าผีนาย และผีจากที่อื่น ๆ มาเข้าร่างทรง เมื่อผีมาเข้าร่างทรงแล้วก็จะเข้าไปกินของต่าง ๆ ที่จัดเตรียมไว้จนอิ่นก็จะออกจากร่างทรง คนทรงก็จะทรงผีอื่นต่อไปเช่นนี้เรื่อย ๆ จนกว่าจะหมด ผีบางร่างที่เข้าคนทรงแล้วเกิดสนุกก็จะลุกขึ้นเต้นหรือมาร้องรำทำเพลงตาม ประสาผี แต่บางร่างจะมากินเฉย ๆ แล้วก็เอาไป เมื่อเสร็จจากการทำพิธีทรงร่างแล้ว จะมีการทำพิธีล่าน้ำ (ลา) โดยเอาของเซ่นต่าง ๆ ที่เหลือบนโต๊ะไปวางที่ยอดใบตองที่เตรียมไว้ซึ่งวางไว้ข้างล่าง จากนั้นคนทรงจะเต้นไปรอบ ๆ ของที่วางไว้ 3 รอบแล้วเอาของพวกเครื่องใช้ขึ้นวางบนโรงเป็นอันเสร็จพิธี

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.openbase.in.th/
ขอบคุณภาพจาก https://liangpusaeyasae.wordpress.com/gallery/

TAGS:
Posted by | 07-04-2558 | 12:07
0 total comment 0 | total like 5,508 | total view
likeLike
favoriteAdd to Favorite

Share Link:
 

 

กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นสมาชิก

    เข้าชม

    5,508

    ครั้ง
    แก้ไขล่าสุดวันที่ 26/02/2559 11:07:43
    ดูทั้งหมด

    แท็กยอดนิยม


    #กำแพงเพชร
    #ป่าแม่วงก์
    #เที่ยวเชียงใหม่
    งานเทศกาลปีใหม่โล้ชิงช้า
    ชาวอาข่า
    ดอยหลวงเชียงดาว
    ท่องเที่ยว
    บ้านระเบียงดาว
    ประเพณีโล้ชิงช้า
    มือเย็นเมืองเย็น
    สถานที่ท่องเที่ยว
    อีก้อ
    เชียงราย
    เชียงใหม่
    เทศกาล
    เที่ยวเชียงราย
    เที่ยวเชียงใหม่
    เมืองเชียงใหม่
    โฮมสเตย์