+ เพิ่มบทความใหม่

เตหน่า เครื่องดนตรีชนเผ่า

เตหน่า   เครื่องดนตรีชนเผ่า

เตหน่า


เตหน่าเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งของชาวปกาเกอญอมีมาแต่โบราณกาล รูปร่างลักษณะคล้ายพิณ ฐานทำด้วยขอนไม้น้ำหนักเบา เจาะเป็นโพรง คันมีลักษณะโค้งงอ ระหว่างฐานกับคันจะขึงสายเตหน่า สมัยก่อนชนเผ่าปวาเกอญอนำเครือหญ้า เถาวัลย์ หรือหวายเส้นเล็กๆ แช่อ่างน้ำผึ้งแล้วตากให้แห้ง มาทำเป็นสายเตหน่า แต่เตหน่าที่พบเห็นในปัจจุบัน ส่วนมากทำมาจากทองแดงหรือลวดเหมือนสายกีตาร์
   
ปกาเกอญอเป็นชนเผ่าที่รักความสงบ มีความสุขกับธรรมชาติ ดนตรีของชนเผ่าจึงสื่อถึงอุปลักษณะนิสัยของพวกเขา ดั่งเสียงเย็นๆ สงบของเตหน่า ผู้เฒ่าปวาเกอญอเล่าว่า ในอดีตชายหนุ่มปวาเกอญอจะต้องมีเตหน่าไว้ประจำกาย เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ในการเกี้ยวพาราสี ชายหนุ่มกรีดนิ้วบนสายเตหน่าพร้อมขับขานลำนำเพลงอื่อธา เพื่อมัดใจหญิงสาว คงจะไม่เป็นการกล่าวเกินจริงว่า สมัยก่อนถ้าใครเล่นเตหน่าไม่เป็น ขับอื่อธาไม่ได้ คงจะครองโสดไปตลอดชีวิต

นอกจากนั้นคนเฒ่าคนแก่ก็ยังใช้เตหน่าประกอบการเล่านิทานให้ลูกหลานฟัง พอเล่าถึงตอนที่จะสอดแทรกคติสอนใจ ก็จะขับอื่อธาไปด้วย ถือเป็นวิธีการถ่ายทอดอย่างเป็นธรรมชาติทีเดียว อย่างที่กล่าวถึงตั้งแต่ต้นว่า ผู้เฒ่าปวาเกอญอ สามารถกล่าวบทกวีได้ในทุกประเด็นที่ผ่านเข้ามาในสายตาและความคิด พวกเขาจึงถ่ายทอดให้ลูกหลานทั้งในชีวิตประจำวัน และยังมีการถ่ายทอดในโอกาสพิเศษ เช่น ในพิธีกรรมและเทศกาลต่าง ๆ

สมัยก่อนชุมชนของปกาเกอญออยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เด็ก ๆ อยู่กับครอบครัว พวกเขาได้ยินเสียงจากธรรมชาติ มีโอกาสได้เรียนรู้ความเป็นมา เรียนรู้เรื่องราว และขับขานอื่อธา แต่ปัจจุบัน เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากโลกภายนอก เรียนรู้ภาษาอื่น ซึ่งสื่อสารง่ายและสะดวกกว่า เครื่องเสียง โทรทัศน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เด็ก ๆ จึงไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ นอกจากจะมีพิธีกรรม หรือเทศกาลเท่านั้น กระนั้นก็เถอะ ฉันคิดว่าอย่างน้อยเทศกาลหรือพิธีกรรมต่างๆ เหล่านี้ ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่ผู้เฒ่าปวาเกอญอจะบรรเลงเตหน่าพร้อมขับขานอื่อธาให้ลูกหลานได้รับรู้

บทกวีที่ไพเราะขับขานคู่กับดนตรีเสียงเสนาะ ช่างเป็นศิลปะที่ควรแก่การถนอมรักษา โดยเฉพาะบทกวีจากวิถีชีวิต วิธีคิดที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่า อื่อธากับเตหน่าของปวาเกอญอ จึงถือเป็นคู่แท้ที่มีค่าของชนเผ่า ที่เยาวชนปวาเกอญอรุ่นหลัง ควรจะสืบสานให้ตำนานบทกวี เสียงดนตรี อยู่คู่กับชนเผ่าต่อไป ไม่ใช่สูญหายไปพร้อมกับร่างกายและจิตวิญญาณของผู้เฒ่าชนเผ่า

เมื่อพูดถึงเครื่องดนตรีชนิดนี้กับคนเฒ่าคนแก่ชาวปกาเกอะญอไม่ว่าที่ไหน ๆ พวกเขาจะนึกถึง “เต๊อะหน่าตุ๊จ่อ” บรรพบุรุษนักรบของชาวปกาเกอะญอ ผู้ใช้เตหน่าเป็นอาวุธพิชิตข้าศึก

เล่ากันว่าในสมัยที่ปกาเกอะญออพยพหนีการรุกรานลงมาแถบลุ่มน้ำแยงซีเกียงและถอยร่นลงมาเรื่อย ๆ การอพยพลงมาต้องเจอกับศัตรูมาตลอดทาง ส่วนใหญ่กำลังพลของข้าศึกจะแข็งแกร่งกว่า เมื่อเจอเข้ากับกองทัพข้าศึก เต๊อะหน่าตุ๊จ่อ ก็จะคว้าเตหน่า ๑๒ สายมากรีดสายบรรเลงเพลง ศัตรูที่ได้ยินเสียงก็เคลิบเคลิ้มหลับใหล หยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว ทหารปกาเกอะญอได้ทีก็ไล่ฟาดฟันศัตรู เอาชนะมาได้ทุกคราวไป

“เมื่อก่อนเตหน่าอาจจะใช้ในการสู้รบในช่วงที่ชาวปกาเกอะญอต้องหลบหนีอพยพจากผู้รุกราน เมื่อเหตุการณ์สงบ เตหน่าเป็นเครื่องดนตรีแห่งความรักและสันติ...
...เสียงของเตหน่าจะช้า เย็น ฟังไม่เร้าใจ ไม่รกหู ได้ยินแล้วจะสบายใจ คนฒ่าคนแก่บอกว่าในสมัยก่อนคนที่ดีดเตหน่าเก่ง ๆ นกกำลังบินอยู่ยังลืมบิน หนูกำลังกินลูกไม้อยู่ก็ลืมกิน...”

ในอดีตชายหนุ่มปกาเกอะญอจะต้องมีเตหน่าไว้เป็นดนตรีประจำกายทุกคน เพราะว่าเป็นเครื่องมือในการจีบสาว ใครที่เล่นเก่ง เล่นเพราะ ก็จะมีสาว ๆ มาชอบมาก หลังสิ้นสุดการทำงานในแต่ละวัน ชายหนุ่มมักจะคว้าเตหน่าคู่ใจ มุ่งหน้าไปสู่บ้านหญิงสาวที่ชอบพอ กรีดสายบรรเลงเตหน่าพร้อมกับการขับลำนำเกี้ยวตอบโต้กันไปมากับผู้สาว สมัยก่อนใครเล่นเตหน่าไม่เป็น ขับลำนำไม่ได้ มีหวังต้องอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิต

ชายหนุ่มที่ไม่ประสงค์ไปเกี้ยวสาว หรือพ่อบ้านที่แต่งงานมีลูกเมียแล้ว ก็อาจจะดีดเตหน่าอยู่กับบ้าน ในยามพักผ่อนหลังจากทำงานเหน็ดเหนื่อยมาแต่ละวัน  นอกจากนั้นคนเฒ่าคนแก่ก็ยังใช้เตหน่าประกอบการเล่านิทานให้ลูกหลานฟัง เล่าไปถึงตอนที่จะสอดแทรกคติสอนใจ ก็จะขับลำนำ เสียงจากเตหน่าทำให้การขับลำนำนั้นน่าฟังยิ่งขึ้น

เตหน่าถือเป็นเครื่องดนตรีที่เฉพาะตัว เจ้าของจะต้องลงมือทำด้วยตัวเอง ความยาวของสาย ระยะห่างระหว่างสายของเตหน่า ต้องพอดีกับมือของเจ้าของ ในอดีตการทำเตหน่าค่อนข้างเคร่งครัดและใช้เวลายาวนาน เล่ากันว่าเตหน่าตัวนึงต้องใช้เวลาถึง ๓ ปี กว่าจะแล้วเสร็จ


คุณ สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ศิลปินชาวปกาเกอะญอ
ภาพจาก  http://www.manager.co.th

ก่อนจะเริ่มลงมือทำเตหน่า เจ้าของจะต้องเที่ยวเสาะหาไม้ในป่าสำหรับการทำฐาน พบแล้วก็หมายตาจับจองเอาไว้ ถึงวันพระจันทร์เต็มดวงเดือนลา-ปรือ หรือวันลอยกระทง ขึ้น ๑๕ เดือน ๑๒ เจ้าตัวจะต้องไปตัดไม้ที่เลือกเอาไว้

ตัดเสร็จแล้วต้องรีบเอาไปฝังไว้ในดินบนทางสามแพร่ง หรือทางเข้าหมู่บ้าน ที่มีผู้คนใช้สัญจรเดินผ่านไปผ่านมา คนเดินผ่านไปผ่านมาเยอะเท่าไรยิ่งดี การนำไม้ไปฝังดินนี้ห้ามมิให้ใครรู้ใครเห็นโดยเด็ดขาด มีคนรู้เท่ากับไม่เป็นความลับ ต้องไปหาที่ฝังใหม่ ไม้ฝังดินอยู่จนครบ ๗ วัน ก็ขุดขึ้นมาเก็บไว้ที่บ้าน ในระหว่างนี้ก็จะเหลาเป็นฐานเตหน่า แล้วเก็บรักษาไว้

ในระหว่างที่รอวันพระจันทร์เต็มดวงเดือนลา-ปรือ ปีถัดไป ต้องไปเที่ยวเสาะหาและหมายตาไม้สำหรับมาทำคันเตหน่าไว้ ลักษณะไม้ต้องโค้งงอพอดิบพอดี เหมาะและตรงกับที่เจ้าตัวต้องการ ถึงวันกำหนดก็ไปตัวมาเหลาแล้วเก็บไว้

วันเพ็ญเดือนลา-ปรือปีถัดมา ต้องไปตัดต้นเถาวัลย์ชนิดหนึ่งชื่อ “จอจื่อ” แล้วเอาเปลือกออก ค่อยบรรจงลอกเอาเส้นใยภายในมาทำเป็นสายเตหน่า หลังจากใช้เวลาก่อนหน้านั้นเสาะหาและหมายตาไว้เช่นเดียวกับฐานและคัน สายเตหน่าที่ทำจาก “จอจื่อ” นี้จะให้เสียงที่ไพเราะเยือกเย็น ดังที่ธาพูดถึงสายเตหน่าที่ทำจากจอจื่อไว้ว่า

เตหน่าปลี่เลอจอจื่อ  ตะบ้าจอจื่อเสาะตะมึ
สายเตหน่าทำจากจอจื่อ ถ้าไม่ใช่จอจื่อเสียงจะไม่ไพเราะ

ในระหว่างที่รอส่วนประกอบต่าง ๆ ผู้ทำก็จะเที่ยวหาสิ่งของอีกหลายสิ่งสำหรับนำมาใส่ไว้ในตัวเตหน่า เช่น ขนนกบิ๊เบ (นกพญาไฟ) และเศษชิ้นส่วนของโกล๊ะ (กลองมโหระทึก)

ขน “นกบิ๊เบ” หรือ “นกพญาไฟ” เชื่อกันว่าถ้าใส่เข้าไปในเตหน่าแล้วจะทำให้มีคนมาฟังมาก พะตีชาวปกาเกอะญอบอกผมว่า นกบิ๊เบเป็นนกที่มีเพื่อนมาก เวลาบินไปไหนจะมีนกอื่น ๆ บินตามไปเป็นฝูง บิ๊เบตัวผู้ตัวหนึ่งจะมีบริวารเป็นนกบิ๊เบตัวเมียถึง ๓๐ ตัว สำหรับขนนกที่จะนำมาใส่ในเตหน่านั้นจะต้องเป็นขนนกจากนกที่ตายเองตามธรรมชาติ หรือเป็นขนที่นกบิ๊เบสลัดทิ้งไว้

ของสำคัญอีกอย่างที่มักจะใส่ในเตหน่า คือ ชิ้นส่วน “โกล๊ะ”
“โกล๊ะ” หรือกลองของชาวปกาเกอะญอถือเป็นของศักดิ์สิทธิ ในบรรดาทรัพย์สินที่ชาวปกาเกอะญอแสวงหาและต้องการครอบครองนั้น กล่าวได้ว่า “โกล๊ะ” นั้นสำคัญกว่า “เงิน” เสียอีก ดังคำกล่าว “คือโกล๊ะ คือเจ๊ะ” แปลว่า “หาโกล๊ะกลอง หาเงิน” นอกจากนั้น “โกล๊ะ” ยังเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่า ลูกหลานคนใดได้รับโกล๊ะเป็นมรดกสืบทอดจากบรรพบุรุษถือว่าเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต

ดังนั้นการใส่ชิ้นส่วน “โกล๊ะ” ลงใน “เตหน่า” จึงจะทำให้เตหน่ามีคุณค่า มีจิตวิญญาณ และเป็นมากกว่าเครื่องดนตรี

มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ชายหนุ่มผู้หนึ่งหลังจากฝึกเล่นจนชำนาญ และได้เรียนรู้การทำเตหน่าแล้ว ก็เริ่มลงมือทำเตหน่าตามขั้นตอนวิธีการที่ผมเล่าไว้ข้างต้น จน ๓ ปีก็แล้วเสร็จ ความที่ชอบเล่นเป็นชีวิตจิตใจ ว่างเมื่อใดเป็นต้องคว้าเตหน่ามากรีดสาย-อื่อธาอยู่ร่ำไป คราใดที่เล่นเพื่อนบ้านใกล้เคียงได้ยินเสียงเหมือนกับต้องมนต์สะกด (คาดว่าคงจะคล้าย ๆ กับได้ยินเสียงปี่ของพระอภัยมณี) ใครที่ได้ยินทำการงานอะไรค้างคาอยู่ก็จะละพาตัวเองมาสู่ต้นเสียงนั้น ฟังด้วยความเคลิบเคลิ้มหลงใหล

ไม่รู้ว่าศิลปินหนุ่มผู้นี้จะเบื่อผู้คนที่มาฟังกันเยอะแยะ หรือเป็นเพราะบริเวณบ้านคับแคบ จึงได้ย้ายตัวเองและเตหน่าคู่ใจไปเล่นบนภูเขา  กระนั้นก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับแม่บ้าน เด็ก ๆ และคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน ไกลแค่ไหนก็ยังดั้นด้นตามไปฟัง งานการที่ต้องทำต้องรับผิดชอบก็ทิ้งเอาเสียดื้อ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการหุงหาหาอาหาร การออกไปดูเทือกสวนไร่นา

วันหนึ่งความอดทนถึงที่สุด ตกลงกันว่าถ้าปล่อยพ่อหนุ่มศิลปินเอกคนนี้ไว้พวกเราพ่อบ้านแย่แน่ ๆ เราต้องไปฆ่ามันทิ้งซะ ว่าแล้วพอได้จังหวะเหมาะก็รวมตัวกันไปฆ่าชายหนุ่มผู้นั้นทิ้ง เหตุการณ์ก็กลับมาเป็นเช่นเดิม

พะตี (ลุง) แห่งบ้านพะเด๊ะที่เล่าเรื่องให้ฟัง ย้ำให้ผมฟังว่า เตหน่าที่ทำตามขั้นตอนแบบที่ผมเล่าข้างต้น มันมีมนต์ขลังอย่างนี้ ใคร ๆ ได้ฟังก็ต่างพากันหลงใหล...

ขอบคุณข้อมูลจาก คุณเกียรติศักดิ์ หนานเกียรติ ม่วงมิตร


 

TAGS:
Posted by | 07-04-2558 | 14:56
0 total comment 0 | total like 1,941 | total view
likeLike
favoriteAdd to Favorite

Share Link:
 

 

กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นสมาชิก

    เข้าชม

    1,941

    ครั้ง
    แก้ไขล่าสุดวันที่ 26/02/2559 10:59:31
    ดูทั้งหมด

    แท็กยอดนิยม


    #กำแพงเพชร
    #ป่าแม่วงก์
    #เที่ยวเชียงใหม่
    งานเทศกาลปีใหม่โล้ชิงช้า
    ชาวอาข่า
    ดอยหลวงเชียงดาว
    ท่องเที่ยว
    บ้านระเบียงดาว
    ประเพณีโล้ชิงช้า
    มือเย็นเมืองเย็น
    สถานที่ท่องเที่ยว
    อีก้อ
    เชียงราย
    เชียงใหม่
    เทศกาล
    เที่ยวเชียงราย
    เที่ยวเชียงใหม่
    เมืองเชียงใหม่
    โฮมสเตย์