+ เพิ่มบทความใหม่

เมี่ยง อาหารว่างชาวล้านนาในอดีต

เมี่ยง  อาหารว่างชาวล้านนาในอดีต

 เมี่ยง



เป็นอาหารว่างของชาวล้านนาในอดีต ทุกบ้านจะมีเมี่ยงไว้เป็นของกิน และใช้ต้อนรับแขกหรือญาติที่มาเยี่ยมเยือน โดยมีห่อเมี่ยงคู่กับขันหมากและโป้ยาขื่น (กระป๋องยาสูบ) โดยแขกจะแกะห่อเมี่ยงแล้วกินเมี่ยงที่เจ้าของบ้านต้อนรับแล้วจึงพูดคุยปรึกษาเรื่องราวต่างๆ  
  
           ชาวล้านนาจะกินเมี่ยง คู่กับสูบปูรี (บุหรี่) หลังอาหาร บางคนที่ไม่สูบบุหรี่ก็กินเมี่ยงอย่างเดียว วิธีกินเมี่ยงคือแกะห่อเมี่ยงออก นำใบเมี่ยงมาแผ่ใส่เกลือเม็ดและขิง ม้วนเป็นคำแล้วใช้อม ที่เรียกกันว่าอมเมี้ยง แล้วจึงออกไปทำงานในสวนหรือไร่นา

       ปัจจุบันเมี่ยงยังมีความสำคัญในการจัดงานบุญหรือพิธีกรรมทางพุทธศาสนาทุกอย่างในภาคเหนือ เช่นงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานบวช งานฉลององค์ผ้าป่าและ กฐิน หรืองานศพ ชาวบ้านที่ไปช่วยงานนอกจากช่วยเตรียมสถานที่ เตรียมดอกไม้ในพิธีสงฆ์ เตรียมอาหาร ฯลฯ แล้วที่ขาดไม่ได้คือช่วยกันแป๋งเมี่ยง (ทำเมี่ยง) สำหรับต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน

  

   เหมี้ยง
  
   ตามพจนานุกรมล้านนา-ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง เหมี้ยง เป็นพันธุ์ไม้พุ่มชนิด Camellia chinensis Seem. ในวงศ์ Theaceae ขึ้นตามหุบเขา ใบเล็กยาว ใบมีรสเปรี้ยวอมฝาด คนในล้านนาเก็บใบเหมี้ยงมานึ่งแล้วหมักไว้สำหรับอมและกิน
  
      การทำเหมี้ยง


   เริ่มด้วยการเก็บใบโดยเลือกเก็บแยกกันเป็น 2 ชนิด คือใบที่แก่พอเหมาะ และใบของส่วนยอด เมื่อแยกใบแก่และใบอ่อนออกจากกันแล้ว  จึงนำมาใส่ไหขนาดใหญ่นึ่ง เมื่อสุกแล้วจะมีสีเหลือง แล้วนำมารวบผูกด้วยตอกไม้ไผ่เป็นก้อนๆ ขนาดเท่ากำมือ จึงเรียกก้อนเหมี้ยงนั้นว่าเป็นกำหนึ่งหรือ 1 กำ หมายถึงกำมือนั่นเอง กำที่เป็นใบแก่เรียกว่า เหมี้ยงแก่ กำที่เป็นใบอ่อนเรียก เหมี้ยงอ่อน  เมื่อทำเป็นกำเสร็จแล้ว นำลงเรียงหมักในหลุมที่ขุดลงไปในดินคล้ายบ่อน้ำ ลึกประมาณ 1.50 เมตร กรุด้วยใบตองกล้วยหลายชั้น เรียกว่า “ลงถุ” การเรียงนั้นจะเรียงเป็นชั้นๆ เมื่อเรียงได้ 1 ชั้น จะใช้ใบตองกล้วยปิดด้านบนแล้วจึงช่วยกันย่ำวนไปมาหลายรอบ แล้วจึงเรียงชั้นที่ 2 ปิดด้วยใบตองแล้วย่ำไปมา ทำอย่างนี้จนกว่าเหมี้ยงจะเต็มหลุม การเหยียบย่ำเพื่อให้แน่นและทำให้ช่องอากาศในหลุมน้อยลง เหมี้ยงจะใช้การได้เร็ว แต่ถ้าคนที่ชอบเหมี้ยงได้เห็นการย่ำเหมี้ยงในสมัยก่อนนั้นอาจจะเลิกกินเหมี้ยงไปเลยก็ได้ เพราะถึงแม้จะมีใบตองกล้วยปิดหลายชั้นก็ตาม แต่เมื่อมีหลายคนเหยียบย่ำไปมาหลายรอบ น้ำเหมี้ยงที่เอ่อล้นขึ้นมาตามนิ้วเท้าของคนเหยียบ มันไม่น่าดูเลย เมื่อเหมี้ยงเรียงเต็มหลุมแล้ว จะใช้ใบตองปิดหลายชั้นเพื่อหมักเหมี้ยงซึ่งต้องใช้เวลาในการหมักตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป ระหว่างรอนั้น เจ้าของเหมี้ยงจะเตรียมภาชนะทรงกลม สานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่เหมี้ยงเรียว่า “ทอ”  เมื่อเหมี้ยงที่หมักไว้ได้ที่ดีแล้วจึงนำออกจากหลุมมาใส่ทอที่กรุข้างในด้วยใบตอง เหมี้ยงแต่ละทอจะมีน้ำหนักประมาณ 50-60 กิโลกรัม การใส่ทอจะแยกเหมี้ยงแก่และเหมี้ยงอ่อนไว้ต่างหากเพื่อสะดวกในการเลือก


   
   การอมเหมี้ยง

  
   ไม่ทราบว่าคนในล้านนารับวัฒนธรรมการอมเหมี้ยงมาจากไหน การอมเหมี้ยงกินเหมี้ยงมีเฉพาะในเขตล้านนาและขึ้นไปทางเหนือเท่านั้น คนในภาคอื่นของประเทศไทยไม่รู้จักเหมี้ยง จากหลักฐานที่ปรากฏพบในคำอ่านศิลาจารึกของวัดพระธาตุหริภุญไชย จังหวัดลำพูน จารึกเมื่อ พ.ศ.2043 สมัยพญาแก้วเป็นกษัตริย์เชียงใหม่ มีพระราชศรัทธาสร้างหอมณเฑียรธรรม พร้อมทั้งคัมภีร์ไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญไชย เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้ถวายเครื่องบูชาต่างๆ  และได้ถวายเงินจำนวน 1,100 เงิน เพื่อให้เอาดอกเบี้ยเป็นค่าหมากและเหมี้ยงบูชาพระธรรม

               ในสมัยโบราณ ของว่างหลังอาหารของคนล้านนา ไม่มีอะไรดีไปกว่าเหมี้ยง ดังนั้นหลังจากการรับประทานอาหารคนล้านนาจะพากันอมเหมี้ยง ในเวลาที่มีฝนตกพรำๆ ทั้งวัน ถือเป็นเวลาที่อมเหมี้ยงได้รสชาติอีกเวลาหนึ่ง จึงมีคำกล่าวว่า “ฝนตกทั้งวันอย่างนี้ ถ้าได้เหมี้ยงส้มๆ บุหรี่ขื่นๆ ทั้งสูบทั้งอม ไม่มีสิ่งใดจะสุขเท่านี้” คนในล้านนาแต่ก่อนชอบอมเหมี้ยงกันตั้งแต่เด็กจนถึงคนแก่  อมกัน  จนเกิดความเคยชินโดยเฉพาะหลังอาหารต้องมีเหมี้ยงเคี้ยว/อมทุกมื้อจนเคยตัวที่เรียกกันว่า “ติดเหมี้ยง” ถ้าไม่ได้กินข้าวขอให้ได้อมเหมี้ยงก็พอใจแล้ว วันไหนเหมี้ยงขาดตลาดไม่มีขาย คนที่ติดเหมี้ยงจะไม่เป็นทำอะไร เกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน น้ำตาไหล ขี้เกียจ บางคนถึงกับปวดหัว อารมณ์หงุดหงิดไม่พูดกับใคร หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมี้ยงเกิดการขาดแคลนที่มีขายตามตลาดก็พอมีอยู่บ้างแต่ก็แพงเกินไป สร้างความปั่นป่วนให้กับคอเหมี้ยงหรือขี้เหมี้ยงทั้งหลาย คนที่ติดเหมี้ยงจึงหาใบไม้อย่างอื่นมานึ่งกินแทนเหมี้ยง หลายหมู่บ้านไปเอาใบเติม (ตามพจนานุกรมฉบับพระธรรมราชานุวัตรว่า ประดู่ส้ม) มานึ่งแล้วหมักเพื่ออมแทนเหมี้ยง แต่ว่ารสชาติและความนุ่มลึกเทียบกับเหมี้ยงไม่ได้เลย บางหมู่บ้านเอาใบ “เหม้าสาย” มานึ่ง ให้รสชาติดีกว่าใบเติม
                         
               เหมี้ยงแบ่งออกได้เป็น 3 รส ใบเหมี้ยงแก่จะมีรสเปรี้ยวเรียกว่า “เหมี้ยงส้ม” ใบเมี้ยงอ่อนจะมีรสฝาดเรียกว่า “เหมี้ยงฝาด” เหมี้ยงที่มีรสอมเปรี้ยวอมฝาดเรียกว่า “เหมี้ยงส้มฝาด” คนหนุ่มสาวจะชอบเหมี้ยงที่มีรสเปรี้ยวเพราะเวลาที่เคี้ยวจะไม่เละและยังมีรสเปรี้ยวที่คนหนุ่มชอบอีกด้วย คนแก่ฟันไม่ค่อยจะดีชอบเหมี้ยงฝาด เหมี้ยงฝาดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมาคือเหมี้ยงบ้านป็อก เป็นป่าเหมี้ยงที่ในเขต ตำบลป่าเหมี้ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเหมี้ยงที่มีรสฝาด/มัน เนื้อเหมี้ยงสีเหลือง อมแล้วไม่จืดเร็วและทำให้ชุ่มคอ ว่ากันว่าเติมเกลือถึง 3 ครั้งรสของเหมี้ยงยังไม่จืดจาง นักนิยมอมเหมี้ยงทั่วไปจึงให้ชื่อว่า “เหมี้ยงบ้านป็อกสามเกลือ” เวลาที่ออกไปไถนาพกเหมี้ยงบ้านป็อกไปคำเดียว พร้อมพกเกลือสำหรับเติมไปด้วย อมอิ่มแล้วจะคายออกมาขอดไว้ที่เอว หากอยากขึ้นมาเวลาใดก็ควักออกมาอมได้ใหม่
              
              
               เหมี้ยงช่วยคลายความกำหนัด
                         
               พระภิกษุในพระพุทธศาสนาฉันเหมี้ยงได้ในเวลาวิกาล เพื่อช่วยคลายความกำหนัด เรื่องมีว่าครั้งหนึ่งมีพระภิกษุรูปหนึ่งเกิดความกำหนัดอย่างรุนแรงในระหว่างการเดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนา เห็นใบเหมี้ยงขึ้นอยู่ข้างทางจึงเด็ดมาเคี้ยว ด้วยความฝาดของใบเหมี้ยงทำให้ความกำหนัด  ที่มีอยู่คลายลง ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าเหมี้ยงเป็นยาชนิดหนึ่ง พระภิกษุจึงฉันได้แม้ยามวิกาล
              
              
               เหมี้ยงเป็นของรับแขก
                         
               เหมี้ยงใช้ต้อนรับแขกในงานต่างๆ มีงานศพ งานกินแขกแต่งงาน งานปอยหลวง งานปอยน้อย ชาวเหนือจะจัดเหมี้ยงตั้งไว้ต้อนรับ ก่อนวันงานชาวบ้านจะมาช่วยกันทำเหมี้ยงเป็นคำๆ ข้างในใส่เกลือเม็ด ห่อด้วยใบตองกล้วย สำหรับเลี้ยงพระและชาวบ้าน เวลาจะกินก็จะหยิบเอาคนละ 1 คำแก้ใบตองออกแล้วจึงอม เหมี้ยงที่จัดเพื่อเลี้ยงแขกนี้จะมีวิธีห่อหลายรูปแบบ บางแบบห่อด้วยใบมะพร้าว ใบที่คาดมัดทำเป็นรูปดอก บางวิธีเมื่อห่อแล้วร้อยต่อกันเป็นตับ สำหรับเหมี้ยงที่ทำให้คนในครอบครัว เช่นเมียทำให้ผัวไปกินเมื่อเวลาออกไปทำนาที่กลางทุ่ง จะทำแบบง่ายๆ ใช้ใบตองห่อแล้วขมวดปลาย เรียกว่า “ขอดเหมี้ยง”


              
  
   เครื่องใส่เหมี้ยง

  
   เครื่องที่ใส่ในอมเหมี้ยงโดยทั่วไปใช้เกลือเม็ด แต่บางครั้งก็ใส่เครื่องอย่างอื่นด้วย ที่ชอบใส่กัน คือ “แมงดาจี่” จะเลือกแมงดาตัวผู้เพราะมีกลิ่นฉุน นำมาย่างไฟให้สุกแล้วฉีกใส่ในอมเหมี้ยง คนที่ชอบมากๆ ตอนที่อมใหม่ๆ จะหุบปากเงียบไม่ยอมพูดกับใคร เพราะกลัวกลิ่นฉุนของแมงดาจะระเหยเร็ว อีกอย่างหนึ่งที่ชอบนำมาใส่ในอมเหมี้ยง คือ “บ่ากิ๊ง” (พจนานุกรมล้านนา-ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง ว่า ชื่อเรียกพันธุ์ไม้ตระกูลฟักชนิด Hodgsonia capniocarpa Ridl.ในวงศ์ Cucurbitaceae ผลขนาดฟักทอง เม็ดแข็งเป็นพู โหนกเนื้อในของเมล็ดมีรสมัน) นำเมล็ดในมาย่างไฟให้สุก ใส่ในอมเหมี้ยง จะมีรสมันและมีกลิ่นหอม
  
   เหมี้ยงทรงเครื่อง
  
   มีการปรุงรสเหมี้ยงอีกอย่างหนึ่ง เรียกกันว่าเหมี้ยงทรงเครื่อง คนหนุ่มสาวส่วนหนึ่งในปัจจุบันก็ชอบกินกัน แม้คนในภาคอื่นเมื่อได้กินเหมี้ยงทรงเครื่องบางคนก็ติดใจ เหมี้ยงประเภทนี้จะใส่ทุกอย่างที่คิดว่าทำให้อร่อย เริ่มต้นด้วยการปรุงน้ำสำหรับราดเหมี้ยง โดยใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำอุ่น ใส่น้ำตาลเชื่อม และขิงดอง แล้วนำไปราดใบเหมี้ยงที่แก่สักหน่อย ใช้ใบเหมี้ยงห่อถั่วลิสงคั่ว มะพร้าวผสมน้ำตาลคั่ว กระเทียมดอง เกลือ ทำเป็นคำๆ แล้วห่อด้วยใบตองให้สวยงาม การอมเหมี้ยงทรงเครื่องไม่น่าจะเรียกว่าอม เพราะเมื่อเอาใส่ปากก็เคี้ยวกินกันเลย การกินเหมี้ยงทรงเครื่องเหมือนกับการกินขนมหวาน บางคนกินแล้วมีอาการปวดฟัน และเจ็บปาก เจ็บคอ คนแต่ก่อนเขาอมเหมี้ยงเพื่อให้คลายความง่วง เหมี้ยงทำให้ชุ่มคอ อมแล้วแก้กระหายน้ำในเวลาเดินทาง เหมี้ยงจึงอยู่คู่กับคนล้านนามาจนถึงปัจจุบัน

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://muslimchiangmai.net

Posted by | 23-04-2558 | 14:54
1 total comment 0 | total like 2,206 | total view
likeLike
favoriteAdd to Favorite

Share Link:
 

 

กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นสมาชิก

  • Klomrod Suthap
    แนะนำห้องพักสุดประหยัด ในจังหวัด เชียงใหม่ จองออนไลน์ จ่ายที่โรงแรม อ่านความคิดเห็นจากผู้เข้าพัก และเลือกข้อเสนอที่พักที่ตรงตามใจของท่าน http://tinyurl.com/pc9jfc5
    จองที่พักของท่านได้เลย
เข้าชม

2,206

ครั้ง
แก้ไขล่าสุดวันที่ 15/01/2559 16:50:46
ดูทั้งหมด

แท็กยอดนิยม


#กำแพงเพชร
#ป่าแม่วงก์
#เที่ยวเชียงใหม่
งานเทศกาลปีใหม่โล้ชิงช้า
ชาวอาข่า
ดอยหลวงเชียงดาว
ท่องเที่ยว
บ้านระเบียงดาว
ประเพณีโล้ชิงช้า
มือเย็นเมืองเย็น
สถานที่ท่องเที่ยว
อีก้อ
เชียงราย
เชียงใหม่
เทศกาล
เที่ยวเชียงราย
เที่ยวเชียงใหม่
เมืองเชียงใหม่
โฮมสเตย์