+ เพิ่มบทความใหม่

เจ้าน้อย ศุขเกษม

เจ้าน้อย ศุขเกษม

เจ้าศุขเกษม เจ้าของตำนานมะเมี๊ยะ

 
   เรื่องนี้เกิดขึ้นปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ เจ้าอินทวโรรส เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ เจ้าแก้วนวรัฐเป็นอุปราช

เจ้าน้อยศุขเกษม เกิดปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๒๓ เป็นราชบุตรของเจ้าแก้วนวรัฐ กับแม่เจ้าจามรี มีพี่เลี้ยงชื่อ อ้ายซาว (ท้าวบุญสูง) อยู่บ้านประตูเชียงใหม่   เมื่ออายุได้ ๑๕ ปี เจ้าพ่อได้ส่งไปเรียนหนังสือที่เมืองมะละแหม่ง ก่อนไปเรียนหนังสือเจ้าน้อยมีคู่หมั้นแล้ว ชื่อเจ้าบัวนวล สิโรรส   เจ้าพ่อส่งให้ไปเรียนโรงเรียนฝรั่งซึ่งอยู่ใกล้กับวัดที่สาบานกับมะเมี๊ยะ เมื่อเรียนจบได้นำเอาเมียที่เป็นพม่ามายังนครเชียงใหม่ด้วย ต่อมาทางเชียงใหม่จึงได้ส่งตัวมะเมี๊ยะกลับมะละแหม่งตามเดิม เพราะจะมีผลทางการเมือง
     
ต่อมาพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ได้ทรงเรียกตัวไปวังหลวงเมืองกอก เพื่อให้เจ้าศุขเกษมเข้ารับการทหาร และได้ให้แต่งงานกับเจ้าบัวชุม ที่กรุงเทพฯ  หลังจากนั้นไม่นานเจ้าน้อยก็ได้กลับมาประจำการอยู่ที่เชียงใหม่ ปลูกบ้านอยู่ที่ถนนสุเทพ นับตั้งแต่มาอยู่เชียงใหม่เจ้าน้อยก็เอาแต่กินเหล้า เพราะนึกถึงความหลังที่อยู่กับมะเมี๊ยะ กินเหล้าทุกวัน จนสุขภาพไม่แข็งแรง และถึงแก่กรรม โดยเป็นโรคเส้นประสาทพิการเรื้อรัง เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๔๕๖ อายุได้ ๓๓ ปี หลังจากนั้นได้ ทำการปลงศพ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๔๕๗ โดยเจ้าแก้วนวรัฐได้ทำรูปภาพของเจ้าน้อยแจกในงานปลงศพ ซึ่งเป็นภาพเอาลงมาให้ชมข้างบนดังกล่าว  เรื่องราวความรักที่ต่างเชื้อชาติ ระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ อันกลายมาเป็นตำนานรักที่จบลงอย่างโศกสลด และได้รับการกล่าวขานมาถึงปัจจุบัน ถูกถ่ายทอดโดยเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม ชายาของเจ้าน้อยศุขเกษม) แม้ว่ามะเมียะจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ล้านนาโดยตรง แต่สำหรับเจ้า (น้อย) ศุขเกษม ราชบุตรองค์ใหญ่ของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒-๒๔๘๒) กับแม่เจ้าจามรีแล้ว มะเมียะเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเจ้าน้อยฯ ก็ว่าได้ มะเมียะเป็นแม่ค้าสาวชาวพม่า หน้าตาพริ้มเพรา ได้พบกับเจ้าน้อยศุขเกษมครั้งแรก เมื่ออายุเพียง ๑๖ ปี


           
ขณะนั้นมะเมียะเป็นเพียงแม่ค้าขายบุหรี่ซะเล็กอยู่ที่ตลาดใกล้บ้านในเมืองมะละแหม่ง มะเมียะหารายได้ด้วยความหวังเพื่อจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งอยู่ในฐานะปานกลาง วันหนึ่งเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมได้ออกเดินเที่ยวตามห้างร้านในตลาด จึงได้พบกับมะเมียะ ซึ่งเพิ่งกลับมาจากเมืองตองอู หลังจากไปอาศัยอยู่กับป้าของเธอเป็นเวลาหลายปี ทั้งคู่เกิดถูกใจในกันและกัน จึงได้คบหากันเรื่อยมา หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองจึงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ด้วยความสนับสนุนของทางบ้านของมะเมียะ และในวันพระทั้งสอง จะพากันไปทำบุญตักบาตรและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองมะละแหม่งอยู่เสมอ       
           
วันหนึ่ง ณ ลานกว้างหน้าพระธาตุใจ้ตะหลั่น ทั้งสองได้กล่าวคำสาบานต่อกันว่า                                         
จะรักกันตลอดไป และจะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรักที่มีให้กัน ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น
 
            จากนั้นไม่นานก็ถึงกำหนดการเดินทางกลับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าน้อยฯ เพิ่งจะมีอายุครบ ๒๐ ปี จึงได้ตัดสินใจให้มะเมียะปลอมตัวเป็นชายติดตามขบวนเพื่อกลับไปยังเมืองเชียงใหม่ ในฐานะเพื่อนหนุ่มชาวพม่า โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าพ่อและเจ้าแม่ของตนได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ธิดาของเจ้า สุริยวงษ์ (คำตัน สิโรรส) ให้เป็นคู่หมั้นของเจ้าน้อยฯ เป็นการภายในตั้งแต่ปีที่เจ้าน้อยฯ เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองพม่า
           
            หลังจากที่ต้องแอบซ่อนมะเมียะไว้ในบ้านหลังเล็ก ที่เจ้าพ่อและเจ้าแม่จัดเตรียมไว้ให้เป็นที่พักมาแล้วหลายวัน เจ้าน้อยศุขเกษมได้ใช้เวลาคิดใคร่ครวญและตัดสินใจเล่าความจริงให้ทั้งสองฟัง แม้ว่าจะไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกมาในขณะนั้น แต่เจ้าน้อยฯ ก็พอจะทราบได้ว่าทั้งสองไม่ยอมรับมะเมียะเป็นศรีสะใภ้อย่างแน่นอนเนื่องจากปัญหาใหญ่ในขณะนั้น คือเจ้าน้อยเป็นผู้ที่ได้รับการคาดหวังว่าจะได้รับตำแหน่งเจ้าหลวงองค์ถัดไปจากเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ ซึ่งเป็นพระเจ้าลุง หากเจ้าน้อยฯ เลือกมะเมียะมาเป็นศรีภรรยา ประชาชนย่อมต้องเกิดความอึดอัดใจในการยอมรับมะเมียะผู้เป็นหญิงต่างชาติมาดำรงฐานะศรีภรรยาของเจ้าเมืองอย่างแน่นอน
           
            ในสถานการณบ้านเมืองขณะนั้นน่าวิตกมาก เนื่องจากมหาอำนาจอังกฤษกำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วดินแดนในคาบสมุทรเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มะเมียะซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษและกำลังอาศัยอยู่ในคุ้มของอุปราช (ขณะนั้นเจ้าแก้วนวรัฐดำรงตำแหน่งอุปราชเมืองเชียงใหม่) อาจเป็นชนวนของปัญหาทางการเมืองที่ใหญ่โตได้ในภายหลัง
           
            ในที่สุดเจ้าพ่อและเจ้าแม่จึงเรียกตัวเจ้าน้อยฯไปพบ และยื่นคำขาดให้เจ้าน้อยส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ในยามเย็นวันนั้นเอง เจ้าน้อยได้เข้าพิธีเรียกขวัญและรดน้ำมนตที่เจ้าพ่อกับเจ้าแม่จัดขึ้น เพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายที่ท่านทั้งสองเชื่อว่ามะเมียะได้กระทำแก่เจ้าน้อยฯ อันเป็นเหตุให้เจ้าน้อยฯ หลงไหลในตัวนาง หลังจากพิธีรดน้ำมนต์ผ่านพ้นไป ช้างพาหนะและไพร่พลที่จะใช้ในการส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่งก็ถูกจัดเตรียมทันทีตามคำสั่งของเจ้าแก้วนวรัฐ
            เมื่อเจ้าน้อยฯ กลับไปถึงที่พักในคืนนั้น มะเมียะได้รับการเกลี้ยกล่อมโดยหญิง-ชาย ชาวพม่าฝ่ายละคน ให้นางกลับไปรอเจ้าน้อยฯ ที่เมืองมะละแหม่ง มิฉะนั้นบ้านเมืองอาจเดือดร้อน นางได้เอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจและยินยอมจากไปเพื่อมิให้ผู้ใดได้รับความเดือดร้อน
แม้ตัวนางจะจากไกล แต่ความรักอันมั่นคง ยังคงอยู่ดังคำสาบานที่เคยให้ไว้แก่กันและกัน
            ฝ่ายเจ้าน้อยฯ ยังคงยืนยันในความรักที่มีต่อมะเมียะ และขอให้นางกลับไปรอที่บ้านก่อน หากมีวาสนาจะกลับไปรับนางมาอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ให้ได้
           
            ในเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษายน นับเป็นวันเดินทางกลับเมืองมะละแหม่งของมะเมียะที่ดูเหมือนจะเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์
           
            ณ ประตูหายยาที่เนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่ใคร่เห็นโฉมหน้าของมะเมียะ ที่ลือกันว่างามนักงามหนา บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง เมื่อเจ้าน้อยฯ พูดภาษาพม่ากับมะเมียะได้เพียงไม่กี่คำ นางผู้มีใจรักมั่นได้ร่ำไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจ ในอ้อมแขนที่ยากจะแยกจากกันได้ เวลานั้นก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เจ้าน้อยฯ ได้รับปากกับมะเมียะว่าตนจะยึดมั่นในคำปฏิญาณที่ให้ไว้ต่อหน้าพระพุทธรูปวัดใจ้ตะหลั่นจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากท่านนอกใจมะเมียะโดยสมรสกับหญิงอื่น ขอให้ชีวิตของตนประสบแต่ความทุกข์ทรมานใจ แม้แต่อายุก็จะไม่ยืนยาว เจ้าน้อยฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าภายใน เดือนจะกลับไปหามะเมียะให้จงได้ นางจึงคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้า สยายผมออกเช็ดเท้าเจ้าน้อยฯ ด้วยความอาลัยหา ก่อนที่เธอจะขึ้นไปบนกูบช้าง
           
            เมื่อกลับไปถึงเมืองมะละแหม่งแล้ว มะเมียะได้มอบเงินทองจำนวนหนึ่งซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐและเจ้าแม่จามรีมอบให้นางก่อนเดินทางกลับเป็นการปลอบขวัญแก่พ่อแม่และน้อง
           
            จากนั้นนางได้แต่เฝ้ารอคอยเจ้าน้อยฯ จนครบกำหนด เดือนที่ท่านได้รับปากไว้ แต่นี่กระไรกลับไร้วี่แววใดๆ มะเมียะจึงตัดสินใจเข้าพึ่งใต้ร่มพุทธจักร ครองตนเป็นแม่ชีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่านางยังซื่อสัตย์ ต่อความรักที่มีต่อเจ้าน้อยศุขเกษม
           
            หลังจากที่มะเมียะทราบข่าวการเข้าพิธีมงคลสมรส ระหว่างร้อยตรีเจ้าอุตรการโกศล (ยศของเจ้าน้อยฯ ในขณะนั้น) กับเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม่
           
            แม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่และขอเข้าพบเจ้าน้อยฯ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความยินดีกับชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ องค์อดีตสวามีผู้เป็นที่รัก ก่อนที่ตนจะตัดสินใจครองตนเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต
           
            แต่เจ้าน้อยศุขเกษมผู้ยึดสุราเป็นที่พึ่งดับความกลัดกลุ้มอันเกิดจากความรักอาลัยในตัวมะเมียะ ชีวิตที่ไม่เคยมีความสุขในชีวิตสมรส ท่านไม่สามารถหักห้ามความสงสารที่มีต่อมะเมียะได้ จึงไม่ยอมลงไปพบแม่ชีมะเมียะตามคำขอร้อง เพียงแต่มอบหมายให้เจ้าบุญสูง พี่เลี้ยงคนสนิท นำเงินจำนวน ๘๐บาท ไปมอบให้กับแม่ชีมะเมียะเพื่อใช้ในการทำบุญ พร้อมกับมอบแหวนทับทิมประจำกายอีกวงหนึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าน้อยฯ ให้กับแม่ชีมะเมียะ
           
            เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นทำให้มะเมียะและเจ้าน้อยต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด หลังจากเดินทางถึงเมืองมะละแหม่ง มะเมียะได้ครองชีวิตเป็นแม่ชีตามความตั้งใจ จนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๕๐๕ รวมอายุได้ ๗๕ ปี
           ตำนานรักระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ ได้รับการเผยแผ่ทั้งโดยการเล่าขานสืบต่อกันมา จากการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว อาจกล่าวได้ว่าสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักเจ้าน้อยฯ และมะเมียะมากขึ้น คือ "เพลงมะเมียะ" ซึ่งขับร้องโดยคุณจรัล มโนเพชร นักร้อง โฟลคซองชาวล้านนา ดังเนื้อเพลงที่ยกมาต่อไปนี้
     
      เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ ที่ผ่านมา นักวิชาการชาวเชียงใหม่ท่านหนึ่งซึ่งสนใจเรื่องหนุ่มศุขเกษมและสาวหมะเมียได้ไปเยือนเมืองเมาะละแหม่ง เธอคือ รศ.จีริจันทร์ ประทีปะเสน เส้นทางที่ปิดระหว่างเมียวดีกับเมาะละแหม่งทำให้คนไทยที่สนใจจะไปเยือนเมาะละแหม่งต้องบินจากฝั่งไทยไปที่นครย่างกุ้ง แล้วนั่งรถยนต์หรือรถไฟย้อนกลับมา
     
      น่าเสียดายที่อาจารย์จีริจันทร์ไปถึงเมืองเมื่อค่ำแล้ว และต้องเดินทางจากเมืองตอนสายวันรุ่งขึ้น แต่กระนั้น ในความมืดของคืนนั้นและความสลัวรางของเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อาจารย์ก็ได้เห็นหลายสิ่งที่น่าตื่นใจ และจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการเดินทางของเธอครั้งต่อไปและของผู้สนใจศึกษารุ่นต่อไป
     
      อาจารย์เล่าว่า ค่ำคืนนั้น เธอได้ขึ้นไปที่วัดไจ้ตาหล่าน เมื่อขึ้นไปถึงลานกว้างหน้าพระเจดีย์ ขณะที่เธอกำลังไหว้พระเจดีย์สีทองอร่าม มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งเคยงกันอยู่ไม่ไกลนักกำลังไหว้พระเจดีย์เช่นกัน ลานนี้เองเมื่อ ๙๙ ปีก่อน (พ.ศ. ๒๔๔๖) ที่หนุ่มเชียงใหม่กับสาวพม่าคู่หนึ่งนั่งเคียงกันไหว้พระเจดีย์เบื้องหน้า และสัญญาต่อกันและต่อหน้าพระเจดีย์ว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อกันตราบฟ้าสิ้นดินสลาย
     
      เมื่ออาจารย์พบพระรูปหนึ่งและถามถึงแม่ชีของวัดนี้ ท่านได้พาเธอไปพบเจ้าอาวาสซึ่งมีอายุราว ๖๐ ปี ท่านเจ้าอาวาสเล่าว่าวัดนี้เคยมีแม่ชีคนเดียวเมื่อนานมาแล้ว กล่าวคือเมื่อท่านเริ่มบวชเณรอายุ ๑๘-๑๙ ปีประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๕ ที่วัดมีแม่ชีชรารูปหนึ่ง ชื่อ ด่อนังเหลี่ยน อายุ ๗๐ ปีเศษ และหลังจากนั้นไม่นาน แม่ชีก็เสียชีวิต
     
      เจ้าอาวาสเล่าว่าท่านได้ยินว่าแม่ชีผู้นี้บวชชีตั้งแต่เป็นสาว เป็นแม่ชีที่ชอบมวนบุหรี่ และมีคนมารับไปขายเป็นประจำ แม่ชีได้บริจาคเงินให้วัดสร้างศิลาจารึกเป็นภาษามอญมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธประวัติ ที่ยังคงเก็บไว้ที่วัด เจ้าอาวาสเล่าว่าห้องพักของแม่ชียังคงอยู่ หม้อข้าวและเครื่องใช้บางอย่างก็ยังคงอยู่
     
      อาจารย์จีริจันทร์คิดว่าแม่ชีด่อนังเหลี่ยนคือหมะเมียะ เพราะเป็นที่รู้กันที่เชียงใหม่ว่าหลังจากที่หมะเมียะถูกพรากจากเจ้าน้อยศุขเกษม เธอก็ไปรอชายคนรักที่เมืองเมาะละแหม่ง ไม่ได้รักใครอีก หลังจากนั้น เธอได้กลับมาที่เมืองเชียงใหม่อีกครั้งเพื่อมาพบเจ้าน้อยศุขเกษม
       ในตอนนั้น เจ้าน้อยแต่งงานแล้วก็กับเจ้าหญิงบัวชุม ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าดารารัศมีและพิธีสมรสจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อเจ้าน้อยทราบว่าหมะเมียะมารอพบที่บ้านเชียงใหม่ เจ้าน้อยศุขเกษมไม่ยอมออกมาพบ แม้ว่าหมะเมียะจะรออยู่นานแสนนาน โดยที่เจ้าน้อยได้ฝากเงินให้ ๘๐๐ บาทและแหวนทับทิมที่ระลึกวงหนึ่ง
        
         หลังจากนั้น หมะเมียะก็กลับมาบวชชีที่วัดใหญ่ในเมืองเมาะละแหม่งจนสิ้นชีวิต
        
         อาจารย์จีริจันทร์สนใจข้อเท็จจริงที่ว่าแม่ชีผู้นี้บวชตั้งแต่ยังสาว และชอบมวนบุหรี่ไปขายหารายได้ จึงน่าเชื่อว่าด่อนังเหลี่ยนกับหมะเมียะเป็นคนเดียวกัน ส่วนคำว่าหมะเมียะเป็นภาษาไทใหญ่แปลว่าสีแดง (ด่อ คือนาง) ก็เป็นประเด็นที่ต้องค้นคว้าต่อไปว่าเหตุใดหมะเมียะจึงเปลี่ยนชื่อ และเหตุใดต้องใช้ชื่อว่านังเหลี่ยน
        
         เช้าวันรุ่งขึ้น อาจารย์ไปถามหาบ้านไม้สักหลังใหญ่ของเศรษฐีอู โพดั่ง ซึ่งเคยเป็นบ้านที่พักของเจ้าน้อยศุขเกษม อาจารย์บอกว่าอู โพดั่งเป็นชื่อถนนสายหนึ่งในย่านนั้น ส่วนบ้านนั้นรื้อขายไปแล้ว อาจารย์ได้ไปที่ตลาดได วอขวิ่น ที่เจ้าน้อยได้พบกับหมะเมียะ และเป็นตลาดที่ หมะเมียะเคยขายบุหรี่ที่นั่น เพราะเป็นตลาดที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเศรษฐีอู โพดั่ง เธอได้พบตลาดเก่าแก่ และมีสภาพที่ไม่น่าจะแตกต่างจากสภาพเมื่อเกือบ ๑๐๐ ปีก่อน และได้พบย่านขายบุหรี่
        
         จากนั้น อาจารย์ได้ไปที่โรงเรียน St. Patrick ได้พบว่าเป็นโรงเรียนที่มีเนื้อที่กว้างขวางเกือบ ๑๐ ไร่ มีอาคารสร้างด้วยไม้สัก มีเสาขนาดใหญ่กว่า ๖๐ ต้น มีโบสถ์ มีอาคารตึกที่เป็นหอพัก มีโรงอาหารขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำ แต่ขณะนี้โรงเรียนดังกล่าวได้ปิดกิจการไปแล้ว และกลายเป็นโรงเรียนสอนวิชาบัญชี
        
         ชีวิตรักอันรันทดของเจ้าน้อยศุขเกษม (พ.ศ. ๒๔๒๖-๒๔๕๖) และหมะเมียะ (พ.ศ. ๒๔๓๐-๒๕๐๕) จบลงแล้วเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๖ อันเป็นปีที่ทั้งสองเดินทางกลับถึงเชียงใหม่และถูกพรากจากกันไม่นานหลังจากนั้น
        
         เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๖ หรือ ๙๙ ปีที่แล้ว ทั้งสองถูกแยกจากกันและไม่ได้พบกันอีก แม้หมะเมียะจะเดินทางกลับไปหาอีกครั้งเพื่อร่ำลาหลังจากทราบว่าเจ้าน้อยแต่งงาน เจ้าน้อยศุขเกษมน่าจะรู้สึกผิดและเจ็บปวดอย่างที่สุด จึงไม่อาจทำใจออกมาพบหญิงคนรักได้ ได้แต่ฝากของที่ระลึกให้
        
         แม้เจ้าน้อยศุขเกษมจะสิ้นชีวิตอีก ๑๐ ปีหลังจากการพลัดพรากในปี ๒๔๔๖ และหมะเมียะจะสิ้นชีวิตอีก ๕๙ ปีหลังจากนั้น แต่กล่าวสำหรับเจ้าน้อยศุขเกษมชีวิตของเขาจบสิ้นแล้วตั้งแต่ปีนั้น ปีที่เขาถูกการเมืองทำลายความรักและเขาได้ละเมิดคำสัญญาที่เขามีไว้กับหญิงสาวที่เขารัก ๑๐ ปีหลังจากนั้นที่เขามีชีวิตเหลืออยู่ก็มีเพียงกายที่เดินไปมา และกายที่คอยแต่ดื่มสุรา ดื่มเพื่อที่จะลืมอดีต ดื่มจนทำให้กายนั้นหยุดทำงานก่อนวัยอันควร
        
         แม้เจ้าน้อยศุขเกษมจะเสียชีวิตด้วยพิษสุรา และหมะเมียะจะเสียชีวิตด้วยโรคชรา แต่ความรักของเขาไม่เคยสิ้นสุด ชีวิตของเขาทั้งสองได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาได้สร้างขึ้นในวัยหนุ่มสาว
        
ข้อมูลจาก http://muslimchiangmai.net        

Posted by | 23-04-2558 | 15:55
0 total comment 0 | total like 1,612 | total view
likeLike
favoriteAdd to Favorite

Share Link:
 

 

กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นสมาชิก

    เข้าชม

    1,612

    ครั้ง
    แก้ไขล่าสุดวันที่ 08/02/2559 15:09:07
    ดูทั้งหมด

    แท็กยอดนิยม


    #กำแพงเพชร
    #ป่าแม่วงก์
    #เที่ยวเชียงใหม่
    งานเทศกาลปีใหม่โล้ชิงช้า
    ชาวอาข่า
    ดอยหลวงเชียงดาว
    ท่องเที่ยว
    บ้านระเบียงดาว
    ประเพณีโล้ชิงช้า
    มือเย็นเมืองเย็น
    สถานที่ท่องเที่ยว
    อีก้อ
    เชียงราย
    เชียงใหม่
    เทศกาล
    เที่ยวเชียงราย
    เที่ยวเชียงใหม่
    เมืองเชียงใหม่
    โฮมสเตย์