+ เพิ่มบทความใหม่

9 เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่

9 เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่

9 เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่



             ในสมัยที่เป็นประเทศราชของอาณาจักรธนบุรี เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นมีบรรดาศักดิ์เป็น "พระยาประเทศราช" โดยมีพระยาวิเชียรปราการ (บุญมา) เป็นพระยาเชียงใหม่องค์แรก ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีพระยาเชียงใหม่บางองค์ได้รับสถาปนาเป็น "พระเจ้าประเทศราช" เป็นกรณีพิเศษ เช่น พระเจ้ากาวิละ พระเจ้ามโหตรประเทศ จนวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2399 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงสถาปนาพระยาประเทศราชในราชวงศ์ทิพย์จักรทั้งสามองค์ คือ พระยาเชียงใหม่ พระยาลำปาง และพระยาลำพูน ขึ้นเป็น "เจ้าประเทศราช" สืบมาจนถึง เจ้าแก้วนวรัฐ ผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 ซึ่งถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. 2482 คณะรัฐมนตรีสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงครามมีมติให้ยุติการตั้งเจ้าประเทศราช ทำให้ตำแหน่งเจ้านครเชียงใหม่สิ้นสุดลงนับแต่นั้น



1 พระบรมราชาธิบดี หรือ พระเจ้ากาวิละ (พ.ศ. 2285-พ.ศ. 2358) เป็นพระเจ้านครเชียงใหม่พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร ปกครองดินแดนล้านนาทั้ง 57 หัวเมือง ตลอดรัชสมัยของพระองค์เป็นช่วงเวลาแห่งการศึกสงครามและสร้างบ้านแปงเมือง ทรงเป็นกษัตริย์ชาตินักรบได้ทรงร่วมกับพระอนุชาทั้ง 6 และกองทัพสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี กอบกู้อิสรภาพแผ่นดินล้านนาออกจากพม่า และนำล้านนาเข้ามาเป็นประเทศราชแห่งสยาม

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระเดชานุภาพในการรบ ทรงสามารถขยายขอบขัณฑสีมาแผ่นดินล้านนาออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล กอปรกับความจงรักภักดีที่ทรงถวายต่อพระบรมราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามขึ้นเป็น พระบรมราชาธิบดี ศรีสุริยวงศ์อินทรสุรศักดิ์ สมญามหาขัตติยราชชาติราไชยสวรรย์ เจ้าขัณฑสีมา พระนครเชียงใหม่ราชธานี  เป็น พระเจ้าประเทศราช ปกครองล้านนา 57 หัวเมือง ได้แก่ นครเชียงใหม่ และหัวเมืองเหนือทั้งหมด

พระราชประวัติ

พระบรมราชาธิบดี มีพระนามเดิมว่า เจ้ากาวิละ ประสูติเมื่อจุลศักราช 1104 ปีจอ จัตวาศก (พ.ศ. 2285) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พระองค์เป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ในเจ้าฟ้าสิงหราชธานี เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว เจ้านครลำปาง กับแม่เจ้าจันทาราชเทวี และเป็นพระราชนัดดา (หลานปู่) พระองค์แรกในพระยาไชยสงคราม (ทิพย์ช้าง) กับแม่เจ้าพิมพาราชเทวี องค์ปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร

พระเจ้ากาวิละ มีพระอนุชาและพระขนิษฐารวม 10 พระองค์ (หญิง 3 ชาย 7) (เจ้าชายทั้ง 7 พระองค์ได้ทรงช่วยกันต่อสู้อริราชศัตรูขยายขอบขัณฑสีมาล้านนาออกไปอย่างเกรียงไกร เป็นเหตุให้ทั้งเจ็ดองค์มีพระสมัญญาว่า "เจ้าเจ็ดตน")

พระเจ้ากาวิละ ถึงแก่พิราลัยในปี จ.ศ.1177 เดือนยี่เหนือ แรม 5 ค่ำ วันพุธ (ตรงกับวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458) ยามแตรบอกเวลาเข้าสู่เที่ยงคืน ทรงปกครองนครเชียงใหม่เป็นระยะเวลานาน 32 ปี สิริพระชนมายุได้ 74 พรรษา



2 พระยาธรรมลังกา หรือพระญาธัมมลังกา (พ.ศ. 2289- พ.ศ. 2365) หรือ พระยาเชียงใหม่ช้างเผือก เป็นพระยาเชียงใหม่องค์ที่ 2 ในราชวงศ์ทิพย์จักร และเป็นราชบุตรในเจ้าฟ้าสิงหราชธานี เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว โดยพระองค์ได้ร่วมกับพระเชษฐา และพระอนุชาในการต่อสู้อริราชศัตรูจนได้รับสมัญญานามว่า "เจ้าเจ็ดตน"

พระราชประวัติ
พระยาธรรมลังกาเป็นเจ้าราชโอรสองค์ที่ 3 ในเจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว เจ้าผู้ครองนครลำปาง กับแม่เจ้าจันทาราชเทวี และเป็นเจ้าราชนัดดา (หลานปู่) ในพระยาไชยสงคราม (ทิพย์ช้าง) (พระญาสุละวะฤๅไชยสงคราม) กับ แม่เจ้าพิมพาราชเทวี ซึ่งเป็นองค์ปฐมวงศ์ "ราชวงศ์ทิพย์จักร"

พระยาธรรมลังกา เป็นพระอนุชาของพระเจ้ากาวิละ มีพระเชษฏา พระอนุชาและพระขนิษฐา รวม 10 พระองค์ (หญิง 3 ชาย 7) (เจ้าชายทั้ง 7 พระองค์ได้ทรงช่วยกันต่อสู้อริราชศัตรูขยายขอบขัณฑสีมาล้านนาออกไปอย่างเกรียงไกร เป็นเหตุให้มีพระสมัญญาว่า "เจ้าเจ็ดตน")

ในปี พ.ศ. 2317 เมื่อพระเจ้ากาวิละ ร่วมมือกับพระยาจ่าบ้าน และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ปลดปล่อยล้านนาจากอำนาจของพม่าได้สำเร็จ พระเจ้ากรุงธนบุรีได้สถาปนาพระยาจ่าบ้านเป็น "พระยาวิเชียรปราการ (บุญมา)" เจ้าเมืองเชียงใหม่ เจ้ากาวิละเป็นพระยานครลำปาง และแต่งตั้งเจ้าธรรมลังกาเป็นพระยาราชวงศ์เมืองนครลำปาง และได้เลื่อนอิสริยยศเป็น "พระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่" ในปี พ.ศ. 2348

ต่อมาในปี พ.ศ. 2359 พระเจ้ากาวิละถึงแก่พิราลัย พระยาอุปราช (ธรรมลังกา) จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "พระยาเชียงใหม่" เมื่อวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 9 เหนือ (ตรงกับวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2360) และอัญเชิญพระยาลำพูนคำฝั้น (พระอนุชา) มาเป็นพระยาอุปราช และให้พระยาอุปราชบุญมา เป็นพระเจ้าลำพูนไชยสืบแทน

พ.ศ. 2359 คราเสด็จไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพื่อรับพระบรมราชโองการเป็นผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้ถวายช้างเผือกแด่รัชกาลที่ 2 จึงได้รับสมัญญาว่า พระยาเชียงใหม่ช้างเผือก

พระยาธรรมลังกา ได้ทรงปกครองนครเชียงใหม่อย่างสงบสุข ตราบจนเมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 เหนือ พ.ศ. 2364 (ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2365) ได้ประชวร และได้ถึงแก่พิราลัยในวันรุ่งขึ้น รวมพระชนมายุ 77 พรรษา ทรงปกครองนครเชียงใหม่รวมทั้งสิ้น 6 ปี



3 พระยาคำฟั่น หรือ พระญาคำฝั้น หรือพระนามเต็มว่า "เจ้ามหาสุภัทรราชะ" ทรงเป็นเจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 1  ระหว่างปี พ.ศ. 2357- พ.ศ. 2358 และเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 3 ระหว่างปี พ.ศ. 2365-พ.ศ. 2368 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร

พระราชประวัติ
พระยาคำฟั่น เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 8 ในเจ้าฟ้าสิงหราชธานี เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว ผู้ครองนครลำปางองค์ที่ 2 กับ แม่เจ้าจันทา และเป็นพระราชนัดดา (หลานปู่) ในพระยาไชยสงคราม (ทิพย์ช้าง) กับแม่เจ้าพิมพา ซึ่งเป็นองค์ปฐมวงศ์ "ราชวงศ์ทิพย์จักร" (เชื้อเจ้าเจ็ดตน)

พระยาคำฟั่น เป็นพระอนุชาของพระเจ้ากาวิละ มีพระเชษฏา พระอนุชาและพระขนิษฐา รวม 10 พระองค์ (หญิง 3 ชาย 7) (เจ้าชายทั้ง 7 พระองค์ได้ทรงช่วยกันต่อสู้อริราชศัตรูขยายขอบขัณฑสีมาล้านนาออกไปอย่างเกรียงไกร เป็นเหตุให้มีพระสมัญญาว่า "เจ้าเจ็ดตน")

เจ้าคำฝั้นเษกสมรสกับ แม่เจ้าตาเวย ราชธิดาในเจ้าฟ้าเมืองยางแดง (หรือ เมืองกันตะระวดี) อันเป็นดินแดนกะเหรี่ยงที่รุ่งเรืองและร่ำรวยมากไปด้วยไม้ขอนสักอันล้ำค่า ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้รับพระราชทานพระนามอันเป็นมงคลยิ่งแก่แม่เจ้าตาเวยราชเทวี ว่า "แม่เจ้าเนตรนารีไวยมหาเทวี" แม่เจ้าตาเวยราชเทวี ได้รับมรดกส่วนพระองค์ ในฐานะราชธิดาเจ้าฟ้าเมืองยางแดง เป็นที่ดินป่าไม้ขุนยวม อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 400,000 กว่าไร่ ซึ่งปัจจุบันที่ดินดังกล่าวราชสำนักสยามได้ตัดสินให้เป็นป่าไม้ชั้น 2

เจ้าคำฟั่น ได้รับแต่งตั้งเป็นพระยาราชวงศ์เมืองเชียงใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ต่อมา จ.ศ. 1176 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระดำริให้รื้อฟื้นเมืองลำพูนไชยซึ่งร้างอยู่ให้กลับเป็นเมือง จึงโปรดเกล้าเลื่อนพระยาราชวงศ์คำฟั่นเป็นพระยาลำพูนไชย ครองเมืองลำพูนตั้งแต่วันพฤหัสบดี ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 11 ศกนั้น ปีต่อมาทรงเลื่อนพระยาลำพูนคำฟั่นเป็นพระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่ ถึง จ.ศ. 1185 จึงโปรดให้เลื่อนเป็นพระยาเชียงใหม่

พระยาคำฝั้น ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันแรม 8 ค่ำ เดือน 8 จ.ศ. 1187 ปีระกา ตรงกับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2368



4 พระยาพุทธวงศ์ หรือ เจ้าหลวงแผ่นดินเย็น เป็นเจ้าโอรสองค์โตของนายพ่อเรือน พระราชอนุชาในเจ้าฟ้าสิงหราชธานี เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว ผู้ครองนครลำปางกับ แม่เจ้าจันทาราชเทวี และเป็นเจ้าราชนัดดา (หลานปู่) ในพระยาไชยสงคราม (ทิพย์ช้าง) (พระญาสุละวะฤๅไชยสงคราม) กับ แม่เจ้าพิมพาราชเทวี ซึ่งเป็นองค์ปฐมวงศ์ "ราชวงศ์ทิพย์จักร (เชื้อเจ้าเจ็ดตน) "

เจ้าพุทธวงศ์ ได้รับการสถาปนาเป็น "เจ้าอุปราชพุทธวงศ์" เมื่อปี พ.ศ. 2365 สืบต่อจากเจ้าอุปราชคำฝั้น ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็นพระยานครเชียงใหม่

พระยาพุทธวงศ์ ถึงแก่พิราลัยเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2389



5 พระเจ้ามโหตรประเทศ (พระนามเดิม เจ้าหนานมหาวงศ์) เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร ทรงครองราชย์ในระหว่างปี พ.ศ. 2390 ถึงปี พ.ศ. 2397 พระเจ้ามโหตรประเทศ เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 5 พ.ศ. 2390-พ.ศ. 2397 พระนามเดิมคือเจ้าหนานมหาวงส์ เป็นราชโอรสองค์ที่ 2 ใน พระยาธรรมลังกา เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 2 และเป็นราชปนัดดา (เหลนปู่) ในพระยาไชยสงคราม (ทิพย์ช้าง) (พระญาสุละวะฤๅไชยสงคราม) กับแม่เจ้าพิมพาราชเทวี ซึ่งเป็นองค์ปฐมวงศ์ "ราชวงศ์ทิพย์จักร (เจ้าเจ็ดตน)"

พระเจ้ามโหตรประเทศ มีพระภคินี พระเชษฏา พระอนุชาและพระขนิษฐา รวม 16 พระองค์ มีพระนามตามลำดับ ดังนี้
    เจ้าศรีปิมปา ณ เชียงใหม่
    พระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 5
    พระยารัตนอาณาเขต (น้อยคำแสน ณ เชียงใหม่) เจ้าเมืองเชียงราย
    พระยาาอุปราชน้อยหน่อคำ ณ เชียงใหม่ พระยาอุปราชนครเชียงใหม่-เจ้าปู่ใน "เจ้าไชยสงคราม (สมพมิตร ณ เชียงใหม่)" ซึ่งเจ้าไชยสงครามฯ เป็นเจ้าปู่ในเจ้าธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่, อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง" และ เป็นเจ้าตาทวดใน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร, อดีตนายกรัฐมนตรี"
    เจ้าน้อยพรหมา ณ เชียงใหม่
    เจ้าหนานอินตา ณ เชียงใหม่
    เจ้าสุธรรมมา ณ เชียงใหม่
    เจ้าปทุมมา ณ เชียงใหม่
    เจ้าคำทิพย์ ณ เชียงใหม่-ชายา "เจ้าน้อยจักรคำ ณ เชียงใหม่" ราชโอรสใน "เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 3"
    เจ้าบัวคำ ณ เชียงใหม่
    เจ้าองค์ทิพย์ ณ เชียงใหม่
    เจ้ากาบแก้ว ณ เชียงใหม่
    เจ้าบุญปั๋น ณ เชียงใหม่-เจ้ามารดาใน "เจ้าหลวงมหาวงศ์ ณ เชียงใหม่, พระยามหิทธิวงศา เจ้าเมืองฝาง"
    เจ้าเกี๋ยงคำ (ณ เชียงใหม่) ตุงคนาคร-ชายา "เจ้าราชภาติกวงษ์ น้อยดวงทิพย์ ตุงคนาคร, เจ้าราชภาติกวงษ์นครลำพูน" เจ้านายราชวงศ์เม็งราย จากเมืองเชียงตุง ซึ่งอพยพเข้ามาอยู่นครเชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2348 ได้รับพระราชทานนามสกุลจาก ร.6
    เจ้าจันทร์เป็ง ณ เชียงใหม่
    แม่เจ้าแก้วยวงคำ, เทวีใน เจ้าหลวง หนานสุยะ, พระยารัตนอาณาเขต เจ้าเมืองเชียงราย



6 พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร ด้วยพระนิสัยที่เด็ดขาดเป็นที่เคารพยำเกรงในหมู่ข้าราชบริพารและพสกนิกร เมื่อทรงพิจารณาตัดสินว่าคดีความใดแล้ว หากทรงเอ่ยว่า "อ้าว" เมื่อใด หมายถึงการต้องโทษตัดศีรษะประหารชีวิต จนประชาชนทั่วไปต่างถวายพระสมัญญาว่า "เจ้าชีวิตอ้าว"

พระประวัติ
พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ มีพระนามเดิมว่า เจ้าหนานสุริยวงศ์ เป็นพระโอรสในพระเจ้ากาวิละกับแม่เจ้าโนจา ในปี พ.ศ. 2368 ได้รับอิสริยยศเป็น "พระยาเมืองแก้ว" เมื่อพระเจ้ามโหตตรประเทศถึงแก่พิราลัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนยศเป็น "เจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ ดำรงนพีสีนคร สุนทรทศลักษณเกษตร วรฤทธิ์เดชมหาโยนางคราชวงศาธิบดี เจ้านครเชียงใหม่" เมื่อลงมาเข้าเฝ้าในปี พ.ศ. 2404 ก็ได้รับเพิ่มยศเป็นพระเจ้านครเชียงใหม่ในราชทินนาม "พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ ดำรงนพีสีนคร สุนทรทศลักษณเกษตร วรฤทธิเดชศรี โยนางคดไนย ราชวงศาธิบดี เจ้านครเชียงใหม่"

พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ มีพระเชษฐา พระอนุชา และพระขนิษฐา รวม 5 องค์ มีพระนามตามลำดับ ดังนี้
    เจ้าราชบุตร (สุริยฆาต ณ เชียงใหม่)-เจ้าไปยกา (ตาทวด) ของหม่อมทิพวัน กฤดากร ณ อยุธยา และหม่อมศรีนวล กฤดากร ณ อยุธยา ในพลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช
    พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 6
    เจ้าหนานมหาวงศ์-พระอัยกา (เจ้าปู่) ในเจ้าจอมมารดาทิพเกษร ในรัชกาลที่ 5 และ พระไปยกา (เจ้าตาทวด) ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี
    เจ้าคำใส
    เจ้าหนานไชยเสนา

พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เสด็จขึ้นครองนครเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2399 จนกระทั่งถึงแก่พิราลัยในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2413 รวมระยะเวลาที่ทรงครองนคร 16 ปี



7 พระเจ้าอินทวิชยานนท์  (พ.ศ. 2440 ขึ้นครองนครเชียงใหม่ พ.ศ. 2416-พ.ศ. 2440) เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าประเทศราชองค์สุดท้าย ที่ทรงครองพระราชอำนาจเหนือล้านนาอย่างแท้จริง เพราะใน 2 รัชสมัยต่อมา พระราชอำนาจในฐานะเจ้าผู้ครองนครได้ถูกลดลง และได้ถูกยกเลิกในที่สุดภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 7 นับจากพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 9 พระราชโอรสได้ถึงแก่พิราลัย

ด้วยความจงรักภักดีที่ทรงถวายต่อพระบรมราชวงศ์จักรี อย่างไม่สั่นคลอน กอปรกับเป็นพระบิดาในเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ซึ่งนับว่าเป็นการถวายพระเกียรตินับเนื่องเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ในพระบรมราชวงศ์จักรี และเป็นพระเจ้าประเทศราชเพียงพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้รับพระราชทานและยกย่องพระเกียรติยศดังกล่าว

พระราชประวัติ
พระเจ้าอินทวิชยานนท์ หรือ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ พหลเทพยภักดี ศรีโยนางคราชวงษาธิปไตย์ มโหดดรพิไสยธุรสิทธิธาดา ประเทศราชานุภาวบริหารภูบาลบพิตร สถิตยชิยางคราชวงษ พระเจ้านครเชียงใหม่ เดิมทรงพระนามว่า เจ้าอินทนนท์ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนถึงวันพระราชสมภพ เป็นเจ้าโอรสในพระยาราชวงศ์ (มหาพรหมคำคง) พระยาราชวงศ์นครเชียงใหม่ กับแม่เจ้าคำหล้า และเป็นเจ้าราชนัดดา (หลานปู่) ในพระยาคำฟั่นกับแม่เจ้าเนตรนารีไวยตาเวย ซึ่งเป็นพระราชธิดาในเจ้าฟ้าเมืองยางแดง อันเป็นเมืองกะเหรี่ยงที่ร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรไม้ขอนสักจำนวนมหาศาล จนได้รับการยกย่องว่าเป็นเศรษฐีนีป่าไม้ของพม่า (ผู้ได้รับกรรมสิทธิ์ครอบครองป่าไม้ในแถบขุนยวมทั้งหมด)

พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เสด็จขึ้นครองนครเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2416 จนกระทั่งถึงแก่พิราลัยในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2440 ด้วยโรคชรา รวมระยะเวลาที่ทรงครองนคร 24 ปี ภายหลังเสด็จพิราลัย พระอัฐิส่วนหนึ่งได้เชิญไปประดิษฐาน ณ พระสถูปพระอัฐิใน กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ ณ วัดสวนดอก (พระอารามหลวง) และอีกส่วนหนึ่งอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระสถูปบนยอด ดอยอินทนนท์ อันเป็นที่ซึ่งพระองค์ทรงรักและหวงแหนมากที่สุด และได้นามตามพระนามของพระองค์ด้วยนั่นเอง

พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เสด็จขึ้นครองนครเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2416 จนกระทั่งถึงแก่พิราลัยในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2440 ด้วยโรคชรา รวมระยะเวลาที่ทรงครองนคร 24 ปี ภายหลังเสด็จพิราลัย พระอัฐิส่วนหนึ่งได้เชิญไปประดิษฐาน ณ พระสถูปพระอัฐิใน กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ ณ วัดสวนดอก (พระอารามหลวง) และอีกส่วนหนึ่งอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระสถูปบนยอด ดอยอินทนนท์ อันเป็นที่ซึ่งพระองค์ทรงรักและหวงแหนมากที่สุด และได้นามตามพระนามของพระองค์ด้วยนั่นเอง



8 มหาอำมาตย์โท นายพันเอก เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ (6 พฤษภาคม พ.ศ. 2402-5 มกราคม พ.ศ. 2453) เป็นเจ้านครเชียงใหม่ องค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร หรือ ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน

พระราชประวัติ


เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ มีพระนามเดิมว่า เจ้าน้อยสุริยะ ราชสมภพเมื่อวันศุกร์ เดือน 6 ขึ้น 5 ค่ำ ปีมะแม จ.ศ. 1221 (6 พฤษภาคม พ.ศ. 2402) เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้านครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 กับแม่เจ้ารินคำ และทรงเป็นราชนัดดา (หลานปู่) ในพระยาราชวงศ์ (มหาพรหมคำคง) พระยาราชวงศ์นครเชียงใหม่ และราชนัดดา (หลานตา) ในเจ้าไชยลังกาพิศาลโสภาคย์คุณ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 6
เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ทรงเครื่องยศชั้นพระยา

เจ้าน้อยสุริยะได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น "เจ้าราชบุตร" เมื่อปี พ.ศ. 2432 เป็น "เจ้าราชวงศ์" ในปี พ.ศ. 2436 และได้รับพระราชทานสถาปนาเป็น "เจ้าอุปราช" ในปี พ.ศ. 2441 ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรแต่งตั้งเป็น เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ดำรงนพีสีนคร สุนทรทศลักษ์เกษตร์ วรฤทธิ์เดชดำรง จำนงยุติธรรมสุจริต วิศิษฐสัตยธาดา มหาโยนางคราชวงษาธิบดี เจ้านครเชียงใหม่ โดยมีพิธีการตั้งเจ้าผู้ครองนครเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444 นับเป็นเจ้านครเชียงใหม่องค์แรก ภายหลังปี พ.ศ. 2442 ซึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล โดยมีมณฑลพายัพ หรือ มณฑลลาวเฉียง และมณฑลมหาราษฎร์ เป็นมณฑลในอาณาจักรล้านนา โดยราชสำนักกรุงเทพฯ ส่งข้าหลวงขึ้นมาช่วยให้คำแนะนำเจ้านายฝ่ายเหนือในการบริหารราชการ และได้มีการแต่งตั้งตำแหน่งเสนากรมขึ้นมาใหม่ 6 ตำแหน่ง โดยให้คงตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครอยู่ แต่ลดอำนาจลง และในที่สุดในปี พ.ศ. 2442 ล้านนาได้ถูกปฏิรูปการปกครองเป็นแบบ มณฑลเทศาภิบาล เป็นการยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราช และผนวกดินแดนล้านนาที่อยู่ใต้การปกครองของเชียงใหม่มาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม

ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2444 ได้รับพระราชทานยศเป็นนายพันเอก

เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ป่วยด้วยโรคปอด จนถึงแก่พิราลัยในวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2453 (หรือปี พ.ศ. 2452 หากนับวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นศักราชใหม่) รวมระยะเวลาที่ทรงครองนคร 8 ปี ชันษา 50 ปี



9 มหาอำมาตย์โท พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ (29 กันยายน พ.ศ. 2405-3 มิถุนายน พ.ศ. 2482) เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร และองค์สุดท้ายแห่งนครเชียงใหม่

พระราชประวัติ

เจ้าแก้วนวรัฐประสูตืเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2405 เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ 7 ประสูติแต่แม่เจ้าเขียว และเป็นเจ้าราชนัดดา (หลานปู่) ในเจ้าราชวงศ์ (มหาพรหมคำคง) เจ้าราชวงศ์นครเชียงใหม่

เจ้าแก้วนวรัฐมีพระขนิษฐาร่วมพระมารดา 1 พระองค์ คือ เจ้าหญิงจอมจันทร์ ณ เชียงใหม่

ครั้นเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ถึงแก่พิราลัยเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2452 แล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงทราบความที่เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ถวายบังคมลาไปประทับที่นครเชียงใหม่ก่อนแล้ว จึงมีพระราชดำรัสกับเจ้าดารารัศมีให้เลือกผู้แทนเจ้าอินทวโรรส ที่ว่า  

    ในการเลือกเจ้านครเชียงใหม่แทนเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ตามกฎต้องให้ทายาทผู้สืบตระกูลรับตำแหน่งนี้ ซึ่งควรจะต้องได้แก่เจ้าราชบุตร (เลาแก้ว) ทายาทแต่ผู้เดียว แต่ในตำแหน่งนี้จะต้องเป็นพระอภิบาลเจ้าดารารัศมี พระราชยายาในรัชกาลที่ 5 ด้วย ในขณะนี้เจ้าราชบุตรยังอายุน้อยอยู่ ฉะนั้นพระราชชายาเจ้าดารารัศมีจึงขอเลือกเจ้าอุปราชแก้ว รับหน้าที่นี้ก่อน...
   
— วชิราวุธ ป.ร.

ดังนั้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าอุปราชแก้ว ขึ้นเป็นเจ้าแก้วนวรัฐ ประพัทธอินทนันทพงษ์ ดำรงนพีสีนครเขตต์ ทศลักษณเกษตรอุดม บรมราชสวามิภักดิ์ บริรักษปัจฉิมานทิศ สุจริตธรรมธาดา มหาโยนางคราชวงศาธิบดี เจ้านครเชียงใหม่ ขึ้นครองนครเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2453 (หากนับวันขึ้นศักราชเป็นวันที่ 1 เมษายน จะนับเป็น พ.ศ. 2452)


Posted by | 01-05-2558 | 15:15
0 total comment 0 | total like 4,768 | total view
likeLike
favoriteAdd to Favorite

Share Link:
 

 

กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นสมาชิก

    เข้าชม

    4,768

    ครั้ง
    แก้ไขล่าสุดวันที่ 15/01/2559 16:36:51
    ดูทั้งหมด

    แท็กยอดนิยม


    #กำแพงเพชร
    #ป่าแม่วงก์
    #เที่ยวเชียงใหม่
    งานเทศกาลปีใหม่โล้ชิงช้า
    ชาวอาข่า
    ดอยหลวงเชียงดาว
    ท่องเที่ยว
    บ้านระเบียงดาว
    ประเพณีโล้ชิงช้า
    มือเย็นเมืองเย็น
    สถานที่ท่องเที่ยว
    อีก้อ
    เชียงราย
    เชียงใหม่
    เทศกาล
    เที่ยวเชียงราย
    เที่ยวเชียงใหม่
    เมืองเชียงใหม่
    โฮมสเตย์