+ เพิ่มบทความใหม่

การเดินทางด้วยไม้ไผ่

การเดินทางด้วยไม้ไผ่

การเดินทางด้วยไม้ไผ่



หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์หลายวัน ช่วงวันหยุดที่เหลือผมจึงวางแผนออกเดินทางด้วยจักรยานสัก 2-3 วัน แผนของการเดินทางครั้งนี้ถูกวางแผนไว้แค่ 1 อาทิตย์ก่อนออกเดินทางคือการปั่นจักรยานจากเชียงใหม่ไปอำเภอเชียงดาว ปั่นขึ้นเขาไปบ้านนาเลา ปั่นไปตำบลเมืองคอง ปั่นขึ้นไปที่ห้วยน้ำดังแล้วปันกลับเชียงใหม่ โดยใช้เวลาประมาณ 3 วัน ถึงไหนนอนนั่น

วันแรก

วันแรกเริ่มปั่นออกจากเชียงใหม่เวลา 7.30 น. มุ่งสู่อำเภอเชียงดาว สภาพร่างกายไม่ค่อยพร้อมเท่าไร จึงตื่นสายและออกเดินทางช้า แวะกินก๋วยเตี๋ยวสำหรับมื้อเช้าที่อำเภอแม่ริม ปั่นต่อถึงตลาดแม่มาลัย อำเภอแม่แตง แวะซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งสำหรับเป็นข้าวเย็น ยิ่งสายยิ่งร้อน ขึ้นเขากก่อนเข้าอำเภอเชียงดาวตอนเที่ยงกว่าๆ แรงหมด หิวข้าวมาก มองหาขนมในกระเป๋าหลัง จอดรถและลงจักรยานผิดท่า รู้สึกว่าจะมีะคริวขึ้นมานิดๆ มาคราวที่แล้วไม่ล้าขนาดนี้คงเพราะอากาศร้อน นึกหนักใจว่าบ่ายนี้จะไหวไหม ช่วงเช้าปั่นมาได้ 80 km. ถึงวัดบ้านถ้ำช่วงบ่ายโมง กินข้าวเที่ยง และนั่งพักสัก 20 นาทีก่อนออกเดินทางต่อ




ถึงด่านตรวจก่อนขึ้นเขา แวะเข้าห้องน้ำและนั่งทำใจสักพักก่อนปั่นขึ้นเขา ทางสายนี้เคยมาแล้วหลายครั้ง จึงรู้ถึงความชันและยากลำบากของการข้ามเขาลูกนี้ ระยะทางที่เหลือของวันนี้เหลืออีกแค่ 12 km แต่ต้องขึ้นเขาที่ชันมากๆ ผ่านด่านมาแค่ 100 ม.ก็ขึ้นเขาชันมาก มากจนต้องลงจูง พักทุกๆ โค้ง จักรยานก็หนัก เพราะบรรทุกของมาเต็ม แดดก็ร้อน ผ่านมา 1 ชั่วโมง จูงไปได้ไกลแค่ 2 กม.ดูเวลาก็ปาเข้าไปบ่าย 3 กว่าๆ ร้อนและเหนื่อยมาก จนบอกตัวเองว่าไม่ไหวแล้ว ต้องยอมโบกรถเพื่อที่จะถึงที่พักก่อนค่ำเพราะเท่าที่จูงมาไปไม่ถึงไหนเลย จอดจักรยานในมุมที่เหมาะสำหรับการโบก บนเขาเงียบสนิท จนได้ยินเสียงหัวใจเต้นรัวแรง รอสักพักก็ไม่มีรถกระบะผ่านมาสักที จึงจูงไปมองหารถไปจูงเรื่อยมาจนเปลี่ยนใจที่จะปั่นไปต่อเพราะผ่านมา 5-6 กม ทางไม่ชันมากแล้ว และไม่มีรถผ่านมาเลยมาได้ครึ่งทางได้ยินเสียงรถบึ่งขึ้นเขามา เปลี่ยนใจอีกที จอดจักรยาน และโบกมือไหวๆ หวังขอติดรถไปด้วย


                                                                                


บนกระบะหลังมีลุงอยู่สองคน นั่งหน้าอีกสอง ได้ความว่าลุงจะกลับบ้านที่อยู่ ต.เมืองคอง ผมลงที่บ้านนาเลา ดูเวลา 4.30 น. ปั่นเข้าไปในหมู่บ้าน หวังจะไปพักที่เกสเฮาส์ระเบียงดาว หลายปีก่อนเคยมาพักที่นี่ วิวสวยบรรยากาศดีจึงวางแผนจะมาพักที่นี่คืนนี้ แต่แล้วก็เจอป้ายปิดให้บริการ เจ้าของบ้านก็ไม่อยู่ ถามที่พักฝั่งตรงข้ามก็ไม่เปิดเหมือนกันเอาไงดี มาถึงแล้วแต่ไม่มีใครอยู่ ไม่รู้ทำไง จึงนั่งรอจนถึง ห้าโมงครึ่งยังเงียบสนิท ไหนๆ ก็ไปไหนไม่ได้แล้ว จึงจูงจักรยานมาจอดที่บ้านพักหลังที่ใกล้ทางที่สุด ห้องน้ำอยู่ด้านนอก จึงอาบน้ำก่อน ดึงหมูปิ้งที่ซื้อมาตอนเช้ามากิน นอนพักรอเจ้าของบ้านตรงระเบียงหนึ่งทุ่มแล้ว มีคนมาให้ข้าวหมูที่เลี้ยงไว้ ถามได้ความว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่อาจจะกลับมาตอนเช้าหากจะพักก็ไม่เป็นไร บอกว่า อบต. พลอนุญาติแล้ว รู้สึกขอบคุณและโล่งใจที่ได้บอกกล่าวถึงการมาพักของผมทุ่มครึ่งเปิดประตูเข้าไปนอนด้านในบ้านพัก เพราะข้างนอกยุงเยอะมาก วันแรกผ่านไปได้แบบทุลักทุเล ร่างกายล้าโรยแรง ใจหนึ่งก็อยากกลับ ใจหนึ่งก็อยากไปต่อพรุ่งนี้ค่อยตัดสินใจก็ได้ วันนี้ไม่อยากคิดอะไรมาก ล้มลงหลับแบบล้าๆ




วันที่สอง

ตื่นเช้าตอนหกโมง เจ้าของบ้านมาถึงตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เห็นผมหลับแล้วจึงไม่อยากปลุก ให้น้ำมาหนึ่งขวดสำหรับไปต่อ และไม่คิดเงินค่าที่พักด้วย ผมขอบคุณและกลับมาทำอาหารสำหรับตอนเช้าเก็บของเตรียมเดินทาง ยังลังเลว่าจะกลับหรือจะไปต่อดี เพราะสภาพร่างกายยังไม่หายล้าเลยหากเลี้ยวขวาก็กลับเชียงไหม่ เลี้ยวซ้ายก็ไปต่อ

แม้แต่ตอนที่เลี้ยวซ้ายมาก็ยังลังเลว่าคิดถูกหรือเปล่าออกจากบ้านนาเลามาตอน 7.30 น. ทางไปตำบลเมืองคองเป็นทางที่ลงเขาตลอดลงมาเรื่อยๆ ผ่านหมู่บ้านเล็กๆ เงียบสงบบรรรยากาศดีมาก พอพ้นหมู่บ้านก็ต้องข้ามเขาอีกหนึ่งลูก แม้จะชันมากแต่ก็ไม่มีอะไรยากไปกว่าเมื่อวานแล้วมาถึงเมืองคองเกือบสิบโมง ปั่นมุ่งไปทางห้วยน้ำดัง

ผ่านสะพานที่ข้ามน้ำแม่แตง มองเห็นแพวางเรียงรายอยู่ริมน้ำ นึกอยากลองอะไรใหม่ๆ จึงปั่นไปริมน้ำจุดที่เป็นเพิงพักสำหรับนั่งกินข้าว นั่งพักผ่อน มีห่วงยางให้เช่าด้วย  เนื่องจากยังเช้าอยู่จึงยังไม่มีใครมาเทียว สอบถามป้าร้านข้าวถึงการถ่อแพ แกก็โทรตามเจ้าของแพมาพูดคุยตกลงกันได้ถึงการเดินทางผมก็จ่ายค่าแพไป เจ้าของแพบอกว่าจะมียากอยู่ช่วงเดียวเท่านั้น คืนนี้คงถ่อไปถึงที่ตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ไปพักที่นั่นก็ได้ พรุ่งนี้ค่อยต่อไปถึงแม่แตง ผมเอาจักรยานลงแพและมัดแบบแนวตั้งด้วยเชือกเส้นใหญ่ที่เพิ่งซื้อมา ป้าให้ข้าวห่อและตำขนุนไว้กินตอนเที่ยง ผมกล่าวขอบคุณในน้ำใจของแกที่ช่วยเหลือตลอดตั้งแต่ผมมา




เริ่มลงแพตอน 10.30 น. ถ่อแพออกมาคนเดียว การถ่อแพคนเดียวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และไม่มีใครทำกัน เพราะมันไม่สามารถบังคับท้ายแพได้เลย เป๋ไปชนตลิ่ง ชนหินตลอด

ช่วงแรกลำน้ำไหลเอื่อยๆ สบายๆ แค่คอยบังคับทิศทางแบบง่ายๆ เท่านั้นแพก็ไหลไปเองได้ มองเห็นบ้านเรือนของคนและมีควายนอนแช่น้ำเป็นระยะ เวลาเที่ยงวัน เริ่มเข้าเขตป่า ไม่มีบ้านเรือนแล้ว แต่ยังเจอคนหาปลาบ้าง ผมหยุดแพริมตลิ่งต้มน้ำกินกาแฟ ควักขนมปังออกมาเคี้ยว พักไม่นานก็ถ่อแพต่อ เจออุปสรรคแรก คือสายน้ำจะแยกไหลออกไปซ้ายกับขวา ผมเลือกออกซ้ายเพราะคิดว่าตื้นหน่อยแต่ไปง่ายกว่า แต่ผิดถนัด ท้องแพติดหิน ทั้งโยกทั้งยกแพ ยกหินมาเปลี่ยนทางน้ำให้ไหลแรงขึ้น ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงกว่าจะออกมาได้ ได้เรียนรู้ว่าหากเลือกทางผิด ชีวิตเปลี่ยนทันที และตลอดสายน้ำนี้มีเส้นทางให้เราได้เลือกตลอดถ่อแพมาช้าๆ ยังเจอคนหาปลาอยู่บ้าง รู้สึกเบาใจได้ว่าคงมีบ้านเรือนอยู่แถวๆ นี้ให้พึ่งพาได้หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น บ่ายสองพักกินข้าวที่ป้าห่อมาให้ รู้สึกว่าเป็นตำขนุนที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาจุดที่พักกินข้าวคือจุดที่พบเจอคนหาปลาเป็นชุดสุดท้าย จากนี้ไปผมก็ไม่เจออีกเลย สภาพป่าเขาและสายน้ำก็มีความเป็นป่าสมบูรณ์แบบ 

บ่ายสามโมง เปียกไปทั้งตัวที่ต้องกระโดลงน้ำเพื่อเบี่ยงหัวแพ ยก ย้าย ทำสารพัดเพื่อไปแพไหลไปต่อ จนมาติดช่วงหินที่แคบๆ ใช้เวลากับการยกแพไปครึ่งชั่วโมงจึงหลุดออกมาได้ แต่แล้วก็มาติดหินอีกกลุ่มมองดูแล้วไม่มีทางจะออกไปได้เลย ลองทำทุกอย่างที่ทำได้ ด้วยแพที่ใหญ่มากสามารถบรรทุกคนได้ 5-6 คน จึงมีน้ำหนักมากแต่ปัญหาจริงๆ คือความยาวเกือบ 10 ม. ที่ทำให้ไม่สามารถหลบหินได้ง่าย ผมติดอยู่ตรงนี้อยู่ชั่วโมงนึงแล้ว ไม่มีทีท่าว่าแพจะขยับ จะทิ้งแพแล้วเดินเรียบลำน้ำไปก็ทำไม่ได้ เพราะมีจักรยานอยู่ จะกลับไปเรียกคนมาช่วยก็มาไกลเกินไป



ในหัวมีแต่วิธีการแก้ปัญหา มีแต่ต้องไปต่อ ในตัวมีมีดพับเล็กๆ อยู่หนึ่งอัน หากตัดท้ายแพออกได้สัก 3-4 ท่อน แพน่าจะไปต่อได้ เคยดูแต่ในทีวี ไม่คิดว่าจะมีโอกาศได้ทำจริง ในสถานการณ์จริง ผมโดดลงท้ายแพ เอามีดพับมาจ่อไม้ไผ่ที่ต้องการจะตัด แล้วเอาหินทุบที่ท้ายมีด ได้ผลออกมาดีแต่ใช้เวลานานหน่อยผมใช้วิธีนี้ตัดไม้ไผ่สามท่อนในเวลา 20 นาที หัวแพเริ่มเบี่ยงนิดหน่อย จังหวะนั้นเองขวดน้ำดื่มที่เหลืออยู่ขวดเดียวก็หล่นลงไปในน้ำที่ไหลแรง ผมตลึงชั่วขณะ ตั้งสติ หากหาไม่เจอก็คงไม่มีน้ำสะอาดดื่มแล้ว รอจังหวะที่ขวดน้ำโผล่มา พอเห็นฝาขาวของขวดน้ำผมก็กระโจนเข้าไปคว้าทันทีได้ขวดน้ำกลับคืนมาดีใจยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น แต่นั่นยังไม่เท่าถ้าแพออกมาได้ สุดท้ายทุ่มเทแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ ยก ดึง ดัน โยก แพเพื่อข้ามหิน ใช้เวลาทั้งหมดเกือบสองชั่วโมงกับโขดหินกลุ่มนี้ ออกมาได้ก็มาพักที่เนินทราย สำรวจสภาพตัวเอง แขนถลอกจากการยกแพ หน้าแข้งทั้งสองข้างช้ำเพราะลุยน้ำไปมาจนชนหิน ปวดหลังเพราะใช้แรงยกมากเกินไป ยกขวดน้ำขึ้นมาดื่มมือสั่นเพราะล้ามาก ดูนาฬิกาก็ปาเข้าไปห้าโมงครึ่ง ยังมองไม่เห็นเป้าหมายที่จะไปให้ถึงเลย ถามตัวเอง "เรามาทำอะไรที่นี่" ตอบตัวเองไม่ได้ มีแต่ต้องไปต่อ 

ถ่อแพต่อไปอีกไม่ไกลเพื่อมองหาที่กางเต๊นท์สำหรับคืนนี้ เห็นเนินทรายที่แม้จะไม่เหมาะเท่าไร แต่ก็ดีที่สุดสำหรับตอนนี้แล้ว มัดแพกับต้นไม้ ยกจักรยานลงมาบนหาด เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นอันดับแรก กางเต๊นท์ และก่อไฟเพื่อไล่แมลง หกโมงครึ่งฟ้ากำลังมืด ผมนอนพักอยู่ในเต๊นท์เพราะล้ามากๆ ข้าวเย็นก็ไม่หิว ขอนอนพักก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่



วันที่สาม

ใช้เวลาในการนอนพักทั้งหมด 12 ชม.แต่ไม่ได้รู้สึกสดชื่นขึ้นเลย 6.30 น.เอาข้าวห่อกับตำขนุนที่เหลือเมื่อวานมากิน และต้มมาม่าเตรียมไว้สำหรับตอนเที่ยง เก็บของขึ้นจักรยาน วันนี้ขอมัดจักรยานแบบแนวนอน เพราะเมื่อวานมีปัญหาล้อจักรยานลงแพ เริ่มออกเดินทางตอน 8.00 น. ตอนนี้การที่แพติดหินถือว่าเป็นเรื่องปกติแล้ว แต่ที่ไม่ปกติคือร่างกายที่ยังล้าอยู่ มาถึงที่ตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตอนเก้าโมง มีอาคาร 2-3 หลังเจอเจ้าหน้าที่คนหนึ่งและลูกชายวัยเด็กอีกคนรู้สึกปรอดภัยอย่างบอกไม่ถูก



อ้ายพินเป็นเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ที่นี่ชวนผมให้อยู่กินข้าวด้วยกัน กับข้าววันนี้มีต้มปลา และแกงไข่มดแดง เรากินข้าวกันไปพูดคุยกันไป แกบอกว่าไม่ค่อยมีแพผ่านมา 2-3 ปีแล้ว นานๆ จะมีแพยางผ่านมา ไม่นานมานี้มีจักรยานหลงมา 3 คัน กลับทางเดิมไม่ได้ ก็ไปต่อโดยการจูงเรียบลำน้ำไป ผมสอบถามถึงเส้นทางที่สามารถไปได้ อ้ายพินบอกว่า จากที่นี่มีถนนกลับไปยังเมืองคอง ระยะทาง 8 กม. หากไปทางแพก็ไช้เวลาสองชั่วโมงถึงหมู่บ้านข้างหน้า ชื่อบ้านป่าข้าวหลาม ผมเลือกลงแพต่อ แม้จะเข็ดขยาดกับการถ่อแพแล้ว แต่ก็ไม่อยากกลับทางเดิม ร่ำลาอ้ายพินที่ช่วยเหลือแล้วก็เติมน้ำให้เต็มสองขวด เพราะไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเจออะไรบ้าง ออกจากที่ตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามาสายน้ำก็ไหลแบบเนิบๆ เริ่มเจอควายตัวสองตัว และเป็นฝูง จากนี้ไปไม่ค่อยมีโขดหินให้หลบเลี่ยงเท่าไรยิ่งเข้าใกล้หมู่บ้านยิ่งเจอคนหาปลาเยอะขึ้น ก่อนจะถึงจุดจอดแพหน้าหมู่บ้านเชือกที่ผมผูกซ่อมแพไว้ไปติดกับท่อนไม้ใต้น้ำ จนไม่สามารถยกออกได้ ผมตัดสินใจตัดเชือก ถึงจำทำให้แพระเบิดออกก็ต้องยอมเพื่อให้ไปต่อได้ ผมทิ้งแพไว้ริมสะพานข้ามน้ำ หันกลับไปดูสภาพแพที่หลุดลุ่ย ไม่น่าเชื่อว่าจะพาเรามาได้ถึงขนาดนี้ สอบถามชาวบ้านที่กำลังมัดแพเพื่อรับนักท่องเที่ยว บอกว่าถ้าถ่อแพไปถึงแม่ตะมาน อ.แม่แตง จะใช้เวลา 4 ชม.



ผมไม่ไหวแล้ว แขนยกแทบไม่ขึ้น แต่ขายังมีแรงอยู่ ขอปั่นจักรยานไปแล้วกัน ออกจากบ้านป่าข้าวหลามประมาณเที่ยงตรง ทางออกจากหมู่บ้านเป็นทางดิน ระยะทางจากนี้ไปถึงทางลาดยางประมาณ 30 กม. ต้องข้ามเขาลูกใหญ่ แต่เกียร์จักรยานรู้สึกว่าจะมีปัญหาเพราะกระแทกกับแพหลายครั้ง ช่วงที่ขึ้นเขาชัน ต้องจูงอย่างเดียว ชั้วโมงแรกขึ้นเขาชัน ชั้วโมงที่สองลงเขาชัน ใช้เวลาสามชั่วโมงก็มาถึงถนนดีๆ เวลาบ่ายสามโมงครึ่งถึงบ้านสบกาย มีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำแม่แตงจำนวนมาก แขนล้ามาก จึงหวังว่าจะมีรถให้โบกกลับไปถึงเชียงใหม่ โบกรถกระบะได้แต่ลงไปถึงแค่แม่ตะมาน ซึ่งห่างจากนี้ไปแค่ 10 กม. แม้ย่นทางเล็กน้อยแต่ก็ข้ามเขาอีกลูกผมก็ไป สุดท้ายลุงเลยไปส่งผมที่ปากทาง เส้นเชียงใหม่-ฝาง จากนี้ไปผมจึงต้องปั่นกลับเชียงใหม่เอง เหลือระยะทางอีกแค่ 40 กม. หวังว่าคงถึงก่อนมืด การเดินทางครั้งนี้วางแผนแบบหลวมๆ ปรับเปลี่ยนแผนได้ตามสถานะการณ์เพราะผมไปคนเดียว เป็นการเดินทางที่โหด และอันตรายเอาเรื่อง กลับมาแล้วต้องใช้เวลาพักพื้นร่างกาย 2-3 วัน แต่ก็ดีใจที่ได้ผจญภัยในแบบที่เราไม่เคยเจอ เหมือนเป็นการทดสอบร่างกาย และจิตใจเรา อยากจะจัดทัวร์เส้นทางสายนี้ที่ผมผ่านมา แต่ก็อันตรายเกินไปสำหรับจักรยาน คราวหน้าอาจจะเป็นการเดินป่าตัวเปล่า+สัมพาระน่าจะปลอดภัยกว่า ใครสนใจยกมือขึ้น

ติดตามเรื่องราวการเดินทางจากหนุ่ม จักรยานไม้ไผ่ Brown BIKE  ได้ที่  https://www.facebook.com/brownbikecm?fref=ts

TAGS:
Posted by | 18-05-2558 | 13:47
1 total comment 0 | total like 856 | total view
likeLike
favoriteAdd to Favorite

Share Link:
 

 

กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นสมาชิก

  • ปลั๊ก
    สุดยอดมากครับ http://www.xn--12cfid3edy4ebd4moacb0irl.com/
เข้าชม

856

ครั้ง
แก้ไขล่าสุดวันที่ 16/09/2559 16:33:23
ดูทั้งหมด

แท็กยอดนิยม


#กำแพงเพชร
#ป่าแม่วงก์
#เที่ยวเชียงใหม่
งานเทศกาลปีใหม่โล้ชิงช้า
ชาวอาข่า
ดอยหลวงเชียงดาว
ท่องเที่ยว
บ้านระเบียงดาว
ประเพณีโล้ชิงช้า
มือเย็นเมืองเย็น
สถานที่ท่องเที่ยว
อีก้อ
เชียงราย
เชียงใหม่
เทศกาล
เที่ยวเชียงราย
เที่ยวเชียงใหม่
เมืองเชียงใหม่
โฮมสเตย์