+ เพิ่มบทความใหม่

ที่เที่ยว / เที่ยวเชิงวัฒนธรรม / เชียงใหม่


วัดอุปคุต

เที่ยวเชิงวัฒนธรรม

วัดอุปคุต



 ตั้งอยู่ถนนท่าแพ ด้านสะพานนวรัฐ ลงจากสะพานผ่านสี่แยกมาประมาณ 10 เมตร จะพบวัดอยู่ทางด้านซ้ายมือ สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเพณีใส่บาตรพระอุปคุต ชาวเหนือเชื่อว่าหากเดือนใดมีวันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธ หรือที่เรียกว่า เป็งพุธ พระอุปคุตจะปลอมเป็นเณรมาบิณฑบาตตอนเที่ยงคืน ชาวบ้านเชื่อว่าหากได้ใส่บาตรพระอุปคุตจะได้บุญมาก จึงมีประเพณีใส่บาตรตอนเที่ยงคืน  ภายในวิหารประดิษฐานพระอุปคุตซึ่งเป็นพระประธาน มีภาพจิตรกรรมฝาผนังสีน้ำมันเรื่องพระเวสสันดรชาดก ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตของชาวเหนือ วาดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2470 โดยพ่อบุญปั๋ง พงษ์ประดิษฐ์ ศิลปินล้านนา อาคารที่มีลักษณะแปลกตาอีกหลังหนึ่งคือหอเก็บพระพุทธรูปทรงลูกบาศก์ ยกพื้นสูงมีลายปูนปั้นประดับอยู่โดยรอบผนังด้านนอก ทวารบาลเป็นยักษ์ปูนปั้น บานประตูลงรักปิดทอง

ประวัติวัดอุปคุต

มีตำนานเล่าสืบกันมาว่า ครั้งหนึ่งมีสามีภรรยาฐานะยากจนคู่หนึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่นอกเมืองเชียงใหม่ ประกอบอาชีพทำนาและค้าขายพอเลี้ยงชีพไปได้ เมื่อว่างจากทำนาทั้งสองก็นำเอาผลผลิตจากไร่สวนเข้ามาขายในตัวเมืองเชียงใหม่

วันหนึ่งในฤดูหนาวอากาศหนาวเหน็บ สองสามีภรรยาตื่นแต่เช้าเดินทางเข้าตัวเมืองพร้อมกับสัมภาระสำหรับค้าขาย ระหว่างเดินฝ่าอากาศที่หนาวเย็นก็ได้พรรณนาปรับทุกข์ต่อกันถึงความทุกข์ยากของครอบครัวตนเองที่ต้องตื่นแต่เช้าทำงานหนัก ซึ่งต่างจากครอบครัวของคนอื่นที่ยังนอนหลับสบาย หากไม่ทำเช่นนี้ก็ต้องอดอยากไม่มีจะกิน ทั้งสองต่างปลอบใจและให้กำลังใจซึ่งกันและกันและว่า "เราสองคนทำบุญมาน้อย ทำให้ด้อยวาสนา แม้จะทุกข์สาหัสอย่างไรก็จำเป็นต้องทน ต้องดิ้นรนต่อสู้ต่อไป"

สองสามีภรรยาปรับทุกข์กันเรื่อยมาจนข้ามแม่น้ำปิงมาฝั่งตะวันตกเข้าถนนท่าแพ ขณะนั้นยังเป็นเวลาเช้ามืดและเป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ พระจันทร์เต็มดวงสาดแสงสว่างไสวดูรื่นรมย์ทำให้ความเหนื่อยล้าของสามีภรรยาหายไปสิ้น ขณะเพลิดเพลินกับบรรยากาศอยู่นั้น สายตาของทั้งคู่ก็เหลือบไปเห็นสามเณรน้อยรูปหนึ่งอุ้มบาตร ครองผ้าเป็นปริมณฑลตัดกับแสงจันทร์นวลส่อง เป็นภาพที่น่าทัศนาเป็นอย่างยิ่ง ยังความปิติซาบซ่านเข้าสู่หัวใจของทั้งสอง อีกทั้งบังเกิดศรัทธาในตัวสามเณรจึงได้แบ่งสิ่งของที่ตั้งใจนำไปขายยกขึ้นอธิษฐานแล้วใส่ในบาตรของสามเณร หลังจากรับพรจากสามเณรแล้วชายผู้เป็นสามีนึกแปลกใจว่าสามเณรจากวัดใดกันอีกทั้งออกบิณฑบาตแต่เช้าตรู่เพียงลำพังเช่นนี้ ฝ่ายสามีจึงเดินตามสามเณรไป แต่เมื่อสามเณรเดินไปถึงชายป่าก็หายวับไปที่ต้นไทรต้นหนึ่ง สามีเห็นเช่นนั้นก็วิ่งกลับมาบอกกับภรรยาและต่างเก็บความสงสัยไว้ในใจ

นับจากที่ได้นำสิ่งของใส่บาตรเป็นกุศลศรัทธากับเณรน้อยรูปนั้น นับแต่วันนั้นสองสามีภรรยาก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรก็ได้ผลกำไรงามฐานะร่ำรวยขึ้น ต่อมาจึงทราบจากพระผู้เฒ่ารูปหนึ่งผู้ทรงอภิญญาญาณเคร่งครัดในศีลว่า การที่เจริญก้าวหน้าค้าขายร่ำรวยนั้นเนื่องจากอานิสงส์ที่ได้ตักบาตรกับสามเณร ผู้ซึ่ง คือ พระปคุตมหาเถระที่เข้านิโรธสมาบัติอยู่ใต้สะดือทะเล ครั้นถึงวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ ท่านจะแปลงเป็นสามเณรน้อย ออกบิณฑบาตแต่เช้าตรู่เพื่อโปรดสัตว์ บุคคลใดได้ตักบาตรท่านพระมหาอุปคุต ถือว่าเป็นบุคคลที่โชคดีทำให้เจริญรุ่งเรือง

สองสามีภรรยาได้ฟังก็เกิดปิติศรัทธา จึงได้สร้างวัดขึ้นที่บริเวณที่พบสามเณรน้อย ชาวบ้านเมื่อทราบข่าวต่างมาร่วมอนุโมทนาและช่วยเหลือร่วมทำบุญ โดยตั้งชื่อวัดนี้ว่า "วัดพระอุปคุต" ต่อมาเปลี่ยนเป็นเรียกสั้นๆ ว่า "วัดอุปคุต" สืบมาจนถึงทุกวันนี้ (เรียบเรียงจากตำนานประวัติวัดอุปคุต, ศรัทธาวัดอุปคุตจัดพิมพ์)

หนังสือประวัติวัดอุปคุต ได้อธิบายประวัติพระอุปคุตไว้ว่า

"พระอุปคุต ผู้เป็นพระอรหันตสาวกที่ทรงมหิทธานุภาพ ชอบความวิเวกวังเวงและอยู่ตามลำพังผู้เดียว ไม่ชอบเกี่ยวข้องกับผู้อื่น เป็นพระอรหันต์หลังสมัยพุทธกาลเพราะไม่พบประวัติของท่านในพระไตรปิฎก แต่ปรากฏอยู่ในจารึกพระเจ้าอโศก ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีหลังพุทธปรินิพพาน และปรากฏอยู่ในพระปฐมสมโพธิกถา ซึ่งเป็นพระนิพนธ์กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส โดยอยู่ปริจเฉทที่ ๒๘ ที่มีชื่อว่า มารพันธ-ปริวรรต

"ชื่อของพระอุปคุต เป็นภาษาบาลีมีความหมายว่า ผู้มีความคุ้มครองมั่นคง นอกจากจะเรียกว่า พระอุปคุตเถระแล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่นอีกเช่น พระเถรอุปคุต ชื่อนี้เรียกเป็นภาษาชาวบ้าน โดยนำเอาคำว่าเถระ อันเป็นสัญลักษณ์ที่ชี้บอกถึงความมั่นคงในพระธรรมวินัยหรือบวชพระครองเพศสมณะมาแล้วตั้งแต่ ๑๐ พรรษาขึ้นไป ชื่ออื่น ดังเช่น พระนาคอุปคุต พระกีสนาคอุปคุต ส่วนชื่อที่รู้จักกันในหมู่นักเลงพระ คือ พระบัวเข็มหรือ หลวงพ่อบัวเข็ม เนื่องจากมีใบบัวคลุมศีรษะและมีเข็มปักอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายของท่าน"

ในอดีตวัดอุปคุตเคยมีความเจริญรุ่งเรืองด้านวิปัสนากรรมฐาน เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ หรือพระมงคลเทพมุนี(สด จันทสโร)มอบหมายให้พระและแม่ชีมาเผยแพร่วิชาธรรมกาย ณ วัดอุปคุตเริ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๒ จนสิ้นสุดเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๐

อาจารย์ดุสิต ชวชาติ เล่าว่า ทันเหตุการณ์ที่มีการมาเผยแพร่วิปัสนากรรมฐานเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๙ ขณะนั้นมีแม่ชีทองสุก มาสอนเรื่องวิปัสนา ขณะนั้นยังเป็นเด็กตามอากง(คุณตา) ชื่อ ซีงี้ แซ่เตีย มาร่วมทำบุญที่วัดอุปคุตด้วย มีชาวบ้านในตลาดต้นลำไยและตลาดวโรรสมาร่วมปฏิบัติธรรมด้วยหลายคน ส่วนใหญ่เสียชีวิตแล้ว คงเหลือแม่ชีฉลวย สมบัติสุข ปัจจุบันเป็นแม่ชีอยู่ที่วัดชัยศรีภูมิ ทันเหตุการณ์ในขณะนั้น

วัดอุปคุตแห่งนี้ ยุคหนึ่งเรียกว่า วัดอุปคุตไทย คำต่อท้ายว่า "ไทย" มีความหมายอย่างมาก คนเมืองหมายถึงคนจากภาคกลาง จึงทำให้วัดอุปคุตมีความแตกต่างจากวัดอื่นในเมืองเชียงใหม่อย่างชัดเจนประการหนึ่ง คือ พระที่จำวัดที่วัดอุปคุตไทยมักเป็นพระที่มาจากภาคกลาง ไม่ใช่พระคนพื้นเมืองอย่างเช่นวัดอื่น ในเมืองเชียงใหม่นอกจากวัดอุปคุตไทยแล้วยังมีพระจากภาคกลางอีกวัดหนึ่ง คือ วัดศรีโขง ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง บริเวณด้านหลังโรงเรียนปรินส์ฯ การมีพระจากภาคกลางไม่ทราบว่าเริ่มมาตั้งแต่ยุคใดและใครเป็นผู้กำหนดริเริ่มขึ้น

การที่พระวัดอุปคุต(ไทย)เป็นพระจากภาคกลาง ส่งผลให้ในยุคหนึ่งมีพุทธศาสนาสายวิชชาธรรมการของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ มาเผยแพร่สั่งสอนผู้คนที่วัดแห่งนี้

สถานที่ คือ วิหารวัดอุปคุตไทย โดยวิชชาธรรมกายเริ่มมีการมาเผยแพร่ที่วัดอุปคุตประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๒ เจ้าอาวาสวัดอุปคุตไทยสมัยนั้น คือ พระอธิการแก่น ปัญโญ(พ.ศ.๒๔๗๙-๒๕๐๓)

คุณยายฉลวย สมบัติสุข ปัจจุบันอายุ ๘๒ ปี รุ่นพ่อแม่ คือ พ่อโฆษิต และแม่เหรียญ สมบัติสุข รวมทั้งคุณยายฉลวยฯ ทันได้ร่วมศึกษาวิชชาธรรมกายในสมัยนั้น ได้เล่าว่า

"ขณะอายุประมาณ ๑๗-๑๘ ปี เริ่มเป็นครูโรงเรียนเทศบาลท่าศาลา ขณะนั้นมีพระอาจารย์สมจิต จากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ มาเปิดสอนภาวนา สมาธิ ที่วัดอุปคุต คนในตลาดต้นลำไย ตลาดวโรรสและใกล้เคียงสนใจไปฝึกกันเยอะ บ้านของยายอยู่ที่ถนนราชวงศ์ ตอนเย็นเดินกันเป็นแถวไปฝึกภาวนาที่วัดอุปคุต คุณพ่อไปฝึกก่อน พ่อเป็นโรคเก๊า ปวดเข่า มีคนเล่าว่าไปฝึกภาวนาสมาธิแล้วจะหายจากโรค ก็ไปฝึกปรากฏว่าอาการดีขึ้น หลังจากนั้นแม่และป้า(นางกิมไล โปษยะวัติ) ก็ไปฝึก การฝึกอบรมนี้ทำทุกวันเวลาประมาณ ๖ โมงเย็น คนนิยมกันมากถึง ๑๐๐ คน นั่งฝึกกันเต็มวิหาร บางครั้งในวิหารไม่พอนั่ง ต้องไปนั่งกันที่กุฏิพระ

"เรื่องการสอนภาวนาสมัยก่อนนั้น ไม่มีการสอนกัน ถือว่าเป็นเรื่องของพระที่จะสอนเฉพาะศิษย์ และจะรู้กันในหมู่คณะเท่านั้น เป็นเหมือนวิชาที่หวงแหนและไม่เปิดเผยกันง่ายๆ เมื่อหลวงพ่อสด ส่งพระมาสอน ทำให้คนสนใจไปเรียนกัน คนหนึ่งที่เป็นแกนหลักในการนำวิชชาธรรมกายมาสอน คือ พระยาอมรฤทธิธำรงค์ เป็นข้าหลวงเมืองเชียงใหม่สมัยนั้น(ต่อมาเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด) เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อสด

"พระอาจารย์สมจิต ไปๆ มาๆ สอนอยู่วัดอุปคุตประมาณ ๓ ปีก็ย้ายกลับไปวัดปากน้ำ ผู้มาทำหน้าที่สอนแทน คือ อาจารย์สิน จากวัดปากน้ำเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒(ปี พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘) คาดว่าการสอนภาวนาคงหยุดไป หลังสงครามจึงมีการรื้อฟื้นกันใหม่ ผู้ที่มาสอนต่อ คือ แม่ชีทองสุก จากวัดปากน้ำเช่นเดียวกัน ต่อมาเมื่อแม่ชีทองสุก มรณภาพปี พ.ศ.๒๕๐๘ คาดว่าการฝึกที่วัดอุปคุตก็หยุดลง

ข้อมูลจาก http://www.kumarnthong.com/

TAGS:
Posted by | 12-09-2557 | 16:46
0 total comment 0 | total like 9,299 | total view

likeLike
favoriteAdd to Favorite
Share Link:
 

กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น


ความคิดเห็นสมาชิก

    9,299

    Views
    แก้ไขล่าสุดวันที่ 04/02/2558 15:57:09

    สร้างทริปใหม่

    แผนที่



    ข้อมูลการติดต่อ



    เที่ยวเชียงใหม่การเดินทาง





    เที่ยวเชียงใหม่เจ้าของบทความ



    เที่ยวเชียงใหม่
    เที่ยวเชียงใหม่
    2 บทความ
    อ่านบทความอื่นๆ



    คำค้นยอดนิยม


    เชียงใหม่
    เที่ยวเชียงใหม่
    ที่กินเชียงใหม่
    วัด
    เชียงราย
    ที่พักเชียงใหม่
    พะเยา
    เที่ยวเชียงราย
    น่าน
    ร้านกาแฟเชียงใหม่
    ลำพูน
    อุตรดิตถ์
    แม่ฮ่องสอน
    แพร่
    ร้านอาหารเชียงใหม่
    ร้านกาแฟ
    high quality replica
    เที่ยวลำพูน
    น้ำตก
    เที่ยวอุตรดิตถ์