+ เพิ่มบทความใหม่

ที่เที่ยว / เที่ยวเชิงวัฒนธรรม / ลำปาง


วัดเกาะวาลุการาม

เที่ยวเชิงวัฒนธรรม

::เครดิตภาพจาก http://2g.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E10965484/E10965484.html

ประวัติ วัดเกาะวาลุการาม



ตามทางภูมิศาสตร์ได้กล่าวว่า เกาะ คือแผ่นดินส่วนใดส่วนหนึ่งผืนแผ่นดินส่วนนั้นมีน้ำล้อมรอบ เรียกว่าเกาะประมาณ 40-50 ปี ย้อนหลังขึ้นไป ลำแม่น้ำวัง เมื่อไหลผ่านสะพานรัษฎาภิเษกลงไปประมาณ 250 เมตร ก็จะแยกออกจากกัน เป็นสองแถว ที่แยกจากกันนั้นเกิดเป็นเกาะกลางขึ้นเกาะหนึ่ง แควทั้งสองข้างเกาะ จะมีน้ำไหลมากพอให้เรือเดินขึ้นล่องได้สะดวก น้ำที่ไหลแตกแยกจากกัน จะไปบรรจบเป็นแควเดียวกันอีก จากหัวเกาะถึงท้ายเกาะยาวประมาณ 200 เมตร ตอนที่กว้างที่สุดของเกาะ ประมาณ 50 เมตร

เกาะแห่งนี้แต่โบราณกาลประมาณไม่ได้ว่าจะเป็นกี่ปีมาแล้ว นัยว่าเป็นสถานที่เจ้าหญิงองค์หนึ่ง แห่งลานนามาประทับอยู่หรือทำพิธีอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง (ผู้เขียนไม่กล้ายืนยัน) เมื่อหมดสมัย หรือหมดความต้องการของใคร ๆ แล้ว ก็คงจะทิ้งอยู่เป็นเกาะป่าละเมาะร้างว่างเปล่าอยู่ดังนั้นตลอดมา พอจะประมาณได้ว่า ราว 90-100 ปีมานี้ก็มีประชาชนข้ามไปจับจอง แผ้วถางถือกรรมสิทธิ์ปลูกบ้านอยู่อาศัย เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ทำสวนปลูกผักเป็นตอน ๆ การจะข้ามไปมาสู่เกาะนี้ จากฝั่งซ้ายทิศเหนือและฝั่งขวาทิศใต้จะต้องใช้เรือหรือทำสะพานไม้ไผ่ขัดแตะชั่วคราว มีตอนปิดเปิดตรงร่องน้ำให้เรือแพผ่านไปมาได้ สะพานนี้จะทำใช้ได้เฉพาะฤดูแล้งน้ำลดเท่านั้น แม้จะเป็นฤดูแล้งน้ำแห้งมากแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าสมัยนั้นมีน้ำมากไหลเอ่ออยู่ตลอดเวลาด้านซ้ายและขวาของเกาะก็มีน้ำไหล เรือแพขึ้นล่องได้ตลอดสาย ตั้งแแต่ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ถึงสุดปากแม่น้ำวัง ไหลลงไปบรรจบแม่น้ำปิง ที่ อ.สามเงา จ.ตาก เมื่อได้ทราบถึงที่มาของเกาะนี้และแม่น้ำวังบ้างเล็กน้อยแล้ว ก็จะขอกล่าวถึงสภาพถนนสายยาวของเมืองลำปาง เพื่อเป็นความรู้แก่ผู้ที่ไม่เคยรู้เห็นในรุ่นหลัง ๆ นี่บ้าง และพอเป็นทางเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับวัดเกาะนั้นต่อไป

ถนนสามสายในตัวเมือง นอกจากถนนซอยตัดเชื่อมกันแต่ละสายแล้ว ก็มีถนนสายยาวตัวเมืองลำปางอยู่ 3 สาย คือ สายที่ 1 ตั้งแต่หมู่บ้านพิชัย ผ่านหลังค่ายทหาร (เมื่อก่อนถือเป็นด้านหน้าค่ายทหารปัจจุบัน) ไปจากกำแพงเมือง ที่ห้าแยกหอนาฬิกาเรียกว่าประตูเชียงราย ต่อจากกำแพงเมืองออกไปเป็นป่าละเมาะทุ่งนา ถนนสายนี้มีชื่อเรียกว่า “กองหลวง” (ปัจจุบันมีชื่อว่าถนนบุญวาทย์) ที่มีชื่อว่ากองหลวงเห็นจะเป็นเพราะถนนสายนี้ผ่านศาลากลาง ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า “เก๊าสนามหลวง” และติดต่อกันขึ้นไปอีก ตอนหหน้าโรงพักตำรวจและโรงเรียนบุญทวงศ์ (เทศบาล 3) ก็เป็นคุ้มหลวงที่อยู่ของเจ้าผู้ปกครองเมือง นครลำปาง ซึ่งชาวเมืองเรียกว่า “เจ้าหลวง” (องค์สุดท้ายคือเจ้าหลวงบุญวาทย์)

ถนนสายนี้ได้ผ่านสถานที่ที่มีคำว่า “หลวง ๆ” อยู่กระมังจึงเรียกชื่อว่า “กองหลวง” ถนนสายนี้ใช่ว่าจะมีความแออัดด้วยตึกราม บ้านเรือน ร้านค้า รถราวิ่งขวักไขว่ เช่น ปัจจุบันนี้ก็หาไม่ เงียบเหงากว่าทุกสาย มีบ้านเรือนอยู่ห่าง ๆ กัน รั้วบ้านก็เป็นไม้ไผ่ขัดสานเรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า “ฮั้วสะราบ” อย่างหนึ่ง และ “ฮั้วตาแสง” อย่างหนึ่ง ถ้าใครไม่กล้าเข้มแข็งพอแล้ว ขนาดคนเดียวสองคนอย่าได้ริไป เดินยามค่ำคืนเลย อาจถูกมิจฉาชีพอันธพาลรังควานเอาก็ได้ หรือไม่ก็อาจถูกผีข้าง ๆ ถนนตอนเปลี่ยว ๆ หลอกเอา เมื่อผู้เขียนเป็นเด็ก ๆ พอจะจำความได้แล้วไปมาเล่นตามละแวกตอนที่เฉพาะใกล้ ๆ บ้านมาเล่าสู่กันฟัง คือตอนมุมนอกกำแพงวัดสวนดอก ด้านตะวันออกมีต้นโพธ์ใหญ่อยู่ต้นหนึ่งข้าง ๆ ถนน เวลานี้ถูกล้มลงไปแล้วใต้ต้นโพธิ์นั้นจะมี สวย (กรวยใบตอบดอกไม้ธูปเทียน)วางอยู่โค้นต้นเสมอ เก่าหายไปใหม่มาแทน บางทีก็มีสองสามสวยแสดงว่าต้องมีการบนบานศาลกล่าว จ้าว ผีสาง นางไม้หรือเทวดาอะไรก็แล้วแต่ สิงสู่อยู่ต้นโพธิ์นั้นศักดิ์สิทธิ์ อาจดลบันดาลให้เป็นไปตามความขอร้องวิงวอน ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงเต็มไปด้วยธูปเทียนจุดขอหวยเบอร์กันเกร่อทีเดียว นอกจากนั้นยังเคยได้ทราบข่าวเล่าบ่อย ๆ ว่า มีนักเที่ยวกลางคืนหรือมีความจำเป็นบางคนที่ต้องผ่านไปมาทางนั้น โดนผีหลอกถึงกับเป็นไข้หัวโกร๋นไปก็มี นอกจากนี้ คงจะมีที่เฮี้ยน ๆ และศักดิ์สิทธิ์ตอนใดตอนหนึ่ง บนถนนสายนี้อีกก็เป็นได้ ตอนเหนือขึ้นไปถึงสี่แยกราชวงศ์ หน้าธนาคารออมสินตรงตึกแถวร้านค้าสหกรณ์ จะเป็นที่ตั้งของคอก (เรือนจำ) ตอนกลางคืนจะได้ยินเสียงตำรวจยามตีเกราะเคาะไม้ บนป้อมยามเป็นระยะ ๆ ทำให้สะท้อนเศร้า วังเวงใจไม่น้อย

    สายที่ 2 ถึงต้นแยกจากกองหลวง (ถนนสายบุญวาทย์) ตอนเหนือวัดหมื่นกาดขึ้นไป ลงมาผ่านหน้าวัดคะตึก ไม่มีคำว่าเชียงมั่น เพราะสมัยนั้น คำว่า คะตึก กับเชียงมั่นเป็นชื่อวัดสองวัด วัดคะตึกอยู่ด้านหน้าติดถนน วัดเชียงมั่นอยู่ด้านหลัง ต่อมารื้อกำแพงกลางออกรวมเป็นวัดเดียวกันเรียกชื่อเสียใหม่ว่า “วัดคะตึกเชียงมั่น” (ปัจจุบัน) ตรงลงมาผ่านหน้ากาดมั่ว (ตลาดสด) ที่หัวถนนทิพย์วรรณ เมื่อก่อนถนนทิพย์วรรณตลอดทั้งสาย เป็นตลาดสดมีหลังคามุงครอบสุดสาย ทะลุถึงถนนบุญวาทย์ แยกออกไปทะลุถนนราชวงศ์เชื่อมอีกตอนหนึ่ง ซึ่งได้ถูกไฟไหม้ไปเสียทั้งหมด แต่เมื่อ พ.ศ. 2468 เลยตัดเป็นถนนอยู่จนทุกวันนี้ส่วนสายใหญ่ที่ผ่านวัดคะตึกฯ ลงมาคือสายที่สองนี้มีชื่อว่า “กองก๋าง” (ทิพย์ช้างปัจจุบัน) เป็นสายที่ยาวกว่าทุกสาย เมื่อผ่ากาดมั่วมาแล้ว ก็ยาวเรื่อยลงไป ผ่านวัดสิงห์ชัย, ดำรงธรรม, ศรีบุญเรือง, นาก่วม ขนานไปกับริมแม่น้ำวัง ผ่านบ้านปงบ้านต้า บ้านฟ่อน ไปบรรจบลงแม่น้ำวังข้างวัดลำปางกลางฝั่งตะวันออก นับว่าเป็นถนนที่ยาวที่สุด

    ให้ประชาชนใกล้ไกลบ้านนอกในเมืองมีทางสัญจรไปมาสะดวกมาก ถึงแม้จะไม่มีเคหะสถานบ้านเรือน สองข้างถนนแออัดนัก ก็นับว่าจะยังดีกว่าสายที่ 1 แต่ถึงกระนั้นก็มีเพียงบางครั้งบางคราวหรือเวลาเทศบาลเท่านั้นพอมีความสัญจรมาก เพราะอยู่กลางเมืองจึงเรียกว่ากองก๋าง ส่วนกลางคืนนับว่าเงียบเชียงอยู่นั้นเอง ถ้าจะเปรียบกับปัจจุบัแล้ว เทียบกันไม่ติดไกลกันอย่างมากมาย ความสว่างไสวฟืนไฟ ก็คงมีตะเกียงน้ำมันหรือจุดใต้กันบ้านใครบ้านมัน หมดงานก็พักผ่อนนอน รุ่งขึ้นก็ออกไปทำมาหากินตามอาชีพ ทำไร่ ทำนา ค้าขาย ไม่วุ่นวายว้าวุ่นอกจะแตกตายเหมือนทุกวันนี้ สายที่ 3 “ กองต้า ” อันเป็นภาษาของชาวพื้นเมืองเรียกกัน หรือถนนตลาดจีน (ตลาดเก่าปัจจุบัน) แยกจากถนนทิพย์ช้าง ตั้งแต่เหนือเชิงสะพานรัษฎาภิเษกขึ้นไปเล็กน้อย ยาวเรื่อยมาขนานไปกับฝั่งแม่น้ำวัง เลี้ยวกลับขึ้นไปจรดกับถนนทิพย์ช้างอีก ที่หมู่บ้านเชียงราย ดังปรากฎให้เห็นอยู่อย่างทุกวันนี้ไม่เปลี่ยนย้ายแต่อย่างใด ถนนสายนี้มีบทบาทเกี่ยวพันกับวัดเกาะวาลุการามอยู่มากพอควร

    ซึ่งจะกล่าวพาดพิงถึง ในตอนต่อไป เป็นสายที่รวมการพานิชกรรมอุตสาหกรรมย่านการค้าชุมนุมชน ของจังหวัดลำปางทีเดียวตั้งแต่เช้ายันค่ำจะมีคนมาจากทิศที่ต่าง ๆ ตามอำเภอรอบนอก ในเมือง และต่างจังหวัด เดินกันไปมาขวักไขว่ ซื้อขายขนถ่ายสินค้า ธุรกิจ ข้าวของกัน ทั้งทางบกและทางน้ำ ทางบกก็มี วัวต่าง ม้าต่าง เกวียน เป็นพาหนะบรรทุกทั้งนำมาและขนออก ไม่ได้ขนถ่ายกันด้วยรถยนต์ เช่นปัจจุบันเพราะไม่มีรถยนต์ใช้ ส่วนทางน้ำก็ได้อาศัย เรือถ่อค้ำ ขึ้นล่องสัญจรกันทางแม่น้ำวัง เครื่องอุปโภค เสื้อผ้าแพรพรรณสิ่งบริโภคนานาชนิด จะอุดมสมบูรณ์ ซื้อขายกันตามบ้านร้านตลาดในถนนสายนี้ ตั้งแต่เชิงสะพานถึงปลายสุดถนนกลางคืนก็ยังสว่างไสวด้วยแสงตะเกียงลาน โคมระย้า เจ้า พายุ อิ๊ดด้า (ไม่มีไฟฟ้า) ประกอบการงาน หรือพักผ่อนกันตามอัธยาศัยจนกว่าจะปิดบ้านร้านนอนกัน การคมนาคม ขนถ่ายสินค้าโดยเรือ ในเส้นทางแม่น้ำวัง ดังได้กล่าวมาแล้วว่า เมื่อสมัย 40-50 ปีขึ้นไป น้ำในแม่น้ำวังมีไหลมากพอ ที่จะให้เรือแพเดินขึ้นล่องได้สะดวกสินค้าต่าง ๆ เวลานี้เราขนกันด้วยรถไฟ รถยนต์ แต่สมัยนั้นไม่มีโอกาสที่จะได้ใช้ จึงใช้เรือเป็นพาหนะขนถ่ายสินค้าตั้งแต่กรุงเทพ-ขึ้นมา ตามรายทาง ปากน้ำโพ นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก

    ขาล่องจากลำปางก็ล่องลงไปตามน้ำวัง ทะลุออกลำน้ำปิง ล่องผ่านตาก ลงไปถึงปากน้ำโพ อันเป็นที่รวมแม่น้ำสายต่าง ๆ และสินค้าด้วย สินค้าขาล่องจากลำปางก็ไม่ค่อยมีอะไรมากนัก มักจะเอาเรือเปล่าไปซื้อสินค้าขึ้นมาขายมากกว่า ต้องการสินค้าอย่างไหน มีในจังหวัดใด ก็ไปซื้อเอาลงบรรทุกเรือจากจังหวัดนั้นขึ้นมา ถ้าสินค้านั้น ๆ มีในกรุงเทพฯ ก็มักจะเอาเรือไปพักจอดคอยอยู่แค่ปากน้ำโพ ฉะนั้นปากน้ำโพจึงจอแจเป็นที่รวมเรือแพหรือเป็นเมืองท่าพ่อค้าเจ้าของเรือก็จะขึ้นจากเรือไปขึ้นรถไฟต่อลงไปกรุงเทพฯ ซื้อของบรรทุกรถไฟ ขึ้นมาถ่ายลงเรือที่จอดคอยอยู่ปากน้ำโพอีกทอดหนึ่ง ลักษณะของเรือที่บรรทุกสินค้ามานี้ เป็นเรือมีประทุน กลางลำแข็งแรง กันฝนกันแดดได้ยาวประมาณ 10-11 เมตร ตอนหัวปูกระดานเป็นตอนหนึ่งที่สำหรับเดินถ่อร่าว ๆ 3 เมตร ตอนท้ายเป็นที่พักของผู้โดยสาร หรือเจ้าของเรือ ยาวสัก 2 เมตร นั่งนอนได้สบาย รู้สึกว่าสวยงามกระทัดรัดเหมาะสมดี ขนาดของเรือแล้วแต่จะใหญ่เล็ก ขาล่องตามน้ำใช้แจว, ค้ำ, ขาขึ้นทวนน้ำใช้ถ่อ 4-6 คน จากลำปางไปกลับใช้เวลาประมาณ 20-25 วัน หรืออาจถึง 1 เดือน

    การที่จะต้องนอนค้างอ้างแรมไปมาด้วยเรือตามลำน้ำเวลานั้น เป็นที่เพลิดเพลินได้ชมทิวทัศน์ ได้อากาศสดชื่น เห็นโขดเขาสูงเหลื่อมล้ำ สวยงามน่าชมยิ่งนัก บางตอนก็เป็นเกาะ แก่งน้ำ ไหลเชี่ยว การขึ้นล่องแต่ละครั้งบางทีก็ต้องมีด้วยกันเป็นหมู่ ๆ ละหลาย ๆ ลำ หมู่เรือเหล่านี้มาถึงลำปางก็จะเข้าจอดท่า เพื่อขนสินค้าขึ้นตามแนวริมฝั่งหรือใกล้บ้าน, ห้าง, ร้าน, อันเป็นที่เก็บและจำหน่ายของเจ้าของ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายที่ 3 กองต้า (ตลาดจีน) นั้นแทบทุกลำ ฉะนั้นถนนสายนี้จึงจอแจ แออัด เป็นย่านที่ตั้งห้างร้าน การค้าขายดังกล่าวมาข้างต้น ถ้าเปรียบกับปัจจุบันก็ตรงกันข้ามหน้ามือเป็นหลังมือ คือ ถนนบุญวาทย์กับถนนตลาดเก่า เหตุผลของการสร้างวัดเกาะวาลุการาม ตามที่ได้กล่าวมาว่า ถนนสายที่ 3 ตลาดจีนนี้ เป็นที่ตั้งของห้างร้านย่านค้าขายตลอดทั้งสาย เจ้าของห้างร้านเหล่านั้น โดยมากเป็นชาวต่างถิ่นไม่ใช่เป็นคนพื้นเมืองลำปางโดยตรงทีเดียว นอกจากจะเป็นบุตรหลานภรรยาบ้างเท่านั้น นอกนั้นก็อพยพมาจากต่างประเทศก็มี และบ้านเมืองอื่นก็มีมามีหลักฐานตั้งรกรากขึ้นที่นี่ เขาและครอบครัวทั้งหลายเหล่านั้นโดยมากอพยพมาจากภาคกลาง เป็นต้นว่ากรุงเทพฯ ปากน้ำโพ นครสวรรค์ กำแพงเพชร หรือตาล เหล่านี้เป็นครึ่งจีนไทยบ้าง แต่ส่วนมากเป็นลูกจีนในไทย ก็นับได้ว่าเป็นคนไทย และมีประเพณีของไทยอย่างสมบูรณ์แบบเกือบทุกประการอีกด้วย ยังมีน้ำใจรักบ้านเมืองไทย รักชาติไทย นับถือศาสนาไทย (ศาสนาพุทธ)

    เมื่อโบราณกาล คนไทยอพยพไปอยู่ที่ใด เป็นกลุ่มก้อนมักไปสร้างวัดให้ใกล้บ้านตน ตามสมควรในที่เหมาะสมเป็นของตนเองสักแห่งหนึ่ง หรือหลายแห่งแล้วแต่โอกาสวัดในอำเภอเมืองลำปางขณะนั้น มีอยู่แล้วอย่างที่เห็น ๆ กันในขณะนี้ แต่อาจเป็นเพราะหวังผลอานิสงส์ทางศาสนาอย่างหนึ่ง เกียรติคุณชื่อเสียงอย่างหนึ่ง และการไปมาวัดเพื่อความสะดวกบางประการหรือหลายประการ เวลานั้นก็มีพระและวัดชาวใต้อยู่ 2 วัด คือวัดไทยใต้

    วัดดำรงธรรมปัจจุบันและวัดบนหรือวัดไทยบน วัดเมืองสาสน์ใต้ แล้วแต่จะเรียกกันตามถนัด ปัจจุบันวัดบนหรือวัดเมืองสาสน์ใต้ไม่มีแล้ว ได้รื้อถอนเป็นศาสนสมบัติของวัดเมืองสาสน์ใต้ ปัจจุบันนี้ตั้งโรงเรียนพินิจวัฒนา ท่านเหล่านั้นนอกจากได้ทำบุญตามวัดพื้นเมืองต่าง ๆ แล้ว วัดชาวใต้ 2 วัด ที่มีดำรงธรรม กับวัดบนอาจไม่พอกับความต้องการหรือห่างไกลไปและโดยอการปกครองคณะสงฆ์ตลอดทั้งพิธีศาสนกิจการสวดอรรถาบาลีทำนอง ยังไม่เป็นระเบียบอย่างเดี๋ยวนี้ ต่างวัดต่างปฏิบัติตามความนิยมของแต่ละฝ่าย สิ่งเหล่านี้หรือหลายอย่างอาจประกอบดัน จึงเกิดศรัทธาประสาทะการสร้างวัดอีกวัดหนึ่ง จึงต่างมองแสวงหาที่ทางอันเหมาะสม จะได้สร้างกันต่อไป

    กำเนิดของวัดเกาะวาลุการาม เมื่อพ่อค้าแม่ค้าคหบดี แถวถนนตลาดจีนเหล่านั้นตั้งใจจะสร้างวัดอยู่แล้ว ก็เห็นว่าเกาะกลางที่แยกแม่น้ำออกสองแคว ในแถวใกล้หรือหลังบ้านของตนอยู่นี้พอจะข้ามไปมา อุปถัมภ์ทำบุญสุนทานได้สะดวก ทั้งตั้งอยู่ในที่แยก ๆ ออกไปเป็นสัดส่วนต่างหาก ไม่ปะปนกับชุมนุมชน ค้าขายแต่อย่างใด เป็นทำเลร่มเย็นเหมาะสมเป็นบริเวณอารามสถานได้ดี แม้จะมีคนไปจับจองทำสวนปลูกบ้านเรือนอยู่ทางหัวเกาะบ้างแล้ว ก็เป็นเพียงบางส่วน พอจะแผ้วถางปลูกสร้างได้ ต่างก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใส สนับสนุนออกทุนทรัพย์ทั้งกำลังกายกำลังใจแผ้วถางที่ทางขยับขยายด้วยการซื้อขายแบ่งปันยกให้ สุดแล้วแต่กำลังศรัทธา อาคารหลังแรกของวัดเกาะวาลุการามก็ปรากฎขึ้นเป็นกุฏิไม้ไผ่ หลังคามุงตอนตึง (ตองควง) ฝาขัดแตะ ตั้งอยู่บริเวณข้างต้นโพธิ์ใหญ่ ซึ่งเวลานี้ได้ล้มโค่นลงแล้ว อยู่ใกล้ ๆ กับกุฏิพระนอนประมาณปีเริ่มตั้งวัดก็เห็นจะอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2427 ถึง พ.ศ. 2430 ประมาณ 90 ปีมาแล้ว

    ผู้ศรัทธาก่อตั้งในรุ่นแรก ๆ ก็มีมากมาย อาจกล่าวได้ว่า ท่านพ่อค้า แม่ค้า พาณิชย์ คหบดีที่ตั้งเคหสถานบ้านเรือนในแถวตลาดจีนตลอดทั้งสายได้ให้ความอุปถัมภ์ค้ำชูมาทั้งสิ้น นอกจากนั้น ก็มีชาวบ้านข้าราชการทั้งที่ไม่อยู่ในละแวกนั้นอีกเป็นจำนวนมาก ท่านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในรุ่นก่อน ๆ ที่เป็นหัวหน้าชักจูงและออกทรัพย์ทั้งของตนเอง ของศรัทธาร่วมกัน เท่าที่ค้นคว้าสอบถามได้จากผู้เฒ่าผู้แก่ ที่มีชีวิตอยู่เล่าอาจบกพร่องไปบ้าง พอทราบมาก็มีเป็นต้นว่า พญาเก๊า-แม่เหม็น (เป็นหัวหน้าพ่อค้าแถวตลาดจีน หรือพระยาพิทักษ์) โกตา-แม่บูญรอด (ต่อมาเป็นขุนพิพัฒน์) หลวงประสารไมตรีราษฎร์-คุณนายหอม เหยี่ยนซีไท้ลีกี -แม่ฮวย พ่อเต็ง, พ่อหนาบุญ คุณยายหมา เพ็ชรสุวรรณ คุณยายมา สมิติพัฒน์, แม่จุ้ม แม่ตุ่น, พ่อฮ้วน-แม่สีลา พ่อหมาใหญ่ พ่อหมาน้อย พ่อน้อยคอมสันเป็นต้น

ข้อมูลจาก   http://www.watkoh.com

TAGS:
Posted by | 28-10-2557 | 19:10
0 total comment 0 | total like 718 | total view

likeLike
favoriteAdd to Favorite
Share Link:
 

กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น


ความคิดเห็นสมาชิก

    718

    Views
    แก้ไขล่าสุดวันที่ 07/02/2558 15:07:17

    สร้างทริปใหม่

    แผนที่



    ข้อมูลการติดต่อ


    • วัดเกาะวาลุการาม อำเภอเมืองลำปาง จังหวัด ลำปาง


    เที่ยวเชียงใหม่การเดินทาง





    เที่ยวเชียงใหม่เจ้าของบทความ



    เที่ยวเชียงใหม่
    เที่ยวเชียงใหม่
    2 บทความ
    อ่านบทความอื่นๆ



    คำค้นยอดนิยม


    เชียงใหม่
    เที่ยวเชียงใหม่
    ที่กินเชียงใหม่
    วัด
    เชียงราย
    ที่พักเชียงใหม่
    พะเยา
    เที่ยวเชียงราย
    น่าน
    ร้านกาแฟเชียงใหม่
    ลำพูน
    อุตรดิตถ์
    แม่ฮ่องสอน
    แพร่
    ร้านอาหารเชียงใหม่
    ร้านกาแฟ
    เที่ยวลำพูน
    น้ำตก
    เที่ยวอุตรดิตถ์
    แม่แตง