+ เพิ่มบทความใหม่

ที่เที่ยว / เที่ยวเชิงวัฒนธรรม / ลำปาง


วัดศรีรองเมือง

เที่ยวเชิงวัฒนธรรมเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

::เครดิตรูปภาพจาก: http://pantip.com/topic/31642118

วัดศรีรองเมือง



เป็นวัดพม่าอีกวัดหนึ่งในจังหวัดลำปางที่มีความงดงามมาก  ตั้งอยู่ที่บ้านท่าคราวน้อย  ตำบลสบตุ๋ย  ในเขตอำเภอเมืองลำปาง  ตามประวัติความเป็นมาของวัดศรีรองเมืองนั้น  กล่าวกันว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2447 โดยคหบดีชาวพม่าที่เข้ามาทำไม้ในเมืองลำปาง โดยใช้เวลาสร้างอยู่ประมาณ  7  ปี  ภายในวัดนี้มีทั้งวิหารใหญ่และวิหารน้อย  สำหรับวิหารน้อยนั้นมีอยู่ถึง 9  หลัง  แต่ปัจจุบันวิหารน้อยเหล่านั้นปรักหักพังไปจนหมดสิ้น  จึงเหลืออยู่เพียงวิหารใหญ่ซึ่งเป็นวิหารประธานของวัดเพียงหลังเดียว สำหรับวิหารศรีรองเมืองนี้เป็นอาคาร 2  ชั้น มีหลังคาซ้อนกันแบบพม่า  ส่วนที่เป็นชั้นล่างก่ออิฐถือปูน  ส่วนบนทำด้วยไม้  พระพุทธรูปประธานประดิษฐานอยู่ที่เรือนยอด  ซึ่งตั้งอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของอาคาร

ภายในวิหารชั้นบนซึ่งเป็นเรือนไม้นั้นมีเสากลมใหญ่เรียงรายกันอยู่หลายต้น  แต่ละต้นประดับประดาลวดลายจำหลักไม้และกระจกสีแวววับงดงาม  สำหรับบนอาคารวิหารวัดศรีรองเมืองนี้ค่อนข้างจะมีแสงสว่างน้อย   แต่ก็ไม่ถึงกับมืดด้วยมีแสงสว่างของกระจกสีที่ประดับตกแต่งอยู่ทั้งบนเพดานและรอบเสาสะท้อนแสงออกมากการประดับตกแต่งกระจกสีที่วัดศรีรองเมืองนั้นสวยงามจับใจมาก  มีทั้งสีเขียว  ขาว  ชมพู  น้ำเงินและเหลือง  สะท้อนแสงสีวูบไหวล้อแสงแดดที่สาดเข้ามาจากภายนอกซึ่งบางครั้งก็จัดจ้า  แต่บางคราก็อ่อนเบา  ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าแสงจากกระจกสีเหล่านั้นกำลังเคลื่อนไหวร่ายรำหลอกล้อกันไปมาความงามสง่าน่าทึ่งของวัดศรีรองเมืองมิใช่อยู่เพียงที่ชิ้นส่วนกระจกสีซึ่งประดับประดาแวววาวอยู่ตามเสาวิหารเท่านั้น  บนเพดานของอาคารพม่าหลังนี้ก็มีสิ่งวิจิตรล้ำเลิศแพรวพราวอยู่เต็มไปหมด   เพดานวัดศรีรองเมืองแบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมล้อมรอบด้วยกรอบซึ่งประดิษฐ์เป็นลายดอกไม้  ศูนย์กลางของกรอบแต่ละกรอบประดับด้วยรูปจำหลักลงรักปิดทองงดงามตระการตาเป็นอย่างยิ่งจุดเด่นของศิลปกรรมพม่าที่วัดศรีรองเมืองยังอยู่ที่ลวดลายฉลุโลหะและไม้ที่ประดับอยู่ตรงเชิงชายของหลังคาแต่ละชั้น  สำหรับลวดลายที่ฉลุด้วยแผ่นโลหะบางๆ นั้น   นอกจากจะให้ความงามในเรื่องช่องไฟและการประดิษฐ์แล้ว  ยังให้ความรู้สึกอ่อนไหวราวกับลวดลายเหล่านั้นสามารถพลิ้วไหวไปตามลมปัจจุบันวัดศรีรองเมืองมีอายุครบ  100  ปีแล้ว  สภาพสิ่งก่อสร้างได้ทรุดโทรมตามกาลเวลา  โครงหลังคา ฝังเพดานและเสาที่มีความสวยงมดังเนรมิต  มีสภาพผุพัง  แตกร้าว  และทรุดหลายแห่ง  ซึ่งวัดนี้กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติทางวัดจึงต้องใช้เวลาและความสามารถของสถาปนิกในการบูรณปฏิสังขรณ์ให้คงสภาพเดิมโดยเร็วซึ่งต้องใช้งบประมาณำนวน  15  ล้านบาท

ประวัติความเป็นมาของวัดศรีรองเมือง


วัดศรีรองเมืองมีความงดงามมาก  พระวิหารสร้างด้วยไม้สักทอง  มีครอบครัว  9  ครอบครัว  ผู้ศรัทธาได้ร่วมกันก่อสร้างวัดศรีรองเมือง
ครอบครัวที่  1  จองตะก่าวารินต๊ะ          แม่จองตะก่าจันทร์แก้ว          มณีนันทร์
ครอบครัวที่  2  จองตะก่าปันจุม             แม่จองตะก่าคำแปง                มณีนันทร์
ครอบครัวที่  3  จองตะก่าจองส่างอ้าย     แม่ตะก่าจันทร์คำ                   มณีนันทร์
ครอบครัวที่  4  จองตะก่าอินต๊ะ              แม่จองตะก่าคำออน               ศรีสองเมือง
ครอบครัวที่  5  จองตะก่ากันทะมา         แม่จองตะก่าปันจุม                   ไม่ทราบนามสกุล
ครอบครัวที่  6  จองตะก่ากันที                แม่จองตะก่าจันทร์เป็ง           ไม่ทราบนามสกุล
ครอบครัวที่  7  จองตะก่ากันทา              แม่จองตะก่าบัวคำ                   ไม่ทราบนามสกุล
ครอบครัวที่  8  จองตะก่าจองวุ่นนะ        แม่ตะก่าบัวแก้ว                        ไม่ทราบนามสกุล
ครอบครัวที่  9  จองตะก่านันตาน้อย       แม่จองตะก่าคำเอ้ย

แม่จองตะก่าคำมูล  นันตาน้อย

คำว่าจองตะก่าแปลว่าผู้ศรัทธาพระพุทธศาสนา
สถานที่ตั้งปัจจุบัน  ตั้งอยู่เลขที่  80  ท่าคราวน้อย  อำเภอเมือง  จังหวัดลำปาง  มีพื้นที่ทั้งหมด  10  ไร่  3  งาน  92  ตารางเมตร  วัดศรีรองเมือง  ชื่อเดิมที่ชาวบ้านเรียกว่า  (ชาวพม่าเรียกว่าท่าคะน้อยจอง)  วัดศรีรองเมืองเริ่มสร้างใน พ.ศ.  2448  โดยช่างชาวพม่าเมืองมัณฑเลย์เป็นผู้ออกแบบก่อสร้างและแล้วเสร็จในปี  พ.ศ.  2455  ใช้เวลาสร้าง  7  ปี  โดย 9 ครอบครัวผู้ที่ศรัทธาในพุทธศาสนาพร้อมด้วยพ่อค้าประชาชนในสมัยนั้น การสร้างวัด ในสมัยโบราณหรือในปัจจุบันนี้ก็ดี การสร้างวัดแต่ละแห่งหรือแต่ละที่นั้นต้องขออนุญาตเป็นสำนักพักสงฆ์ (สำนักสงฆ์) เสียก่อน หลังจากที่ได้สร้างกุฏิ วิหาร อุโบสถและอื่น ๆ เสร็จตามขั้นตอนแล้วจึงของอนุญาตเป็นวัดอันสมบูรณ์ได้ วัดศรีรองเมืองก็เช่นเดียวกัน ก่อนนั้นชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายเรียกวัดว่าศรีรองเมือง สำนักสงฆ์ศรีรองเมืองหรือศรีสองเมือง โดยสร้างเป็นกุฏิเล็ก ๆ หลายหลังมุงด้วยหญ้าหรือใบตองตึงประมาณนั้น และได้สร้างเวจกุฏีหรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่าสงฆ์โบราณ หรือ สุขาโบราณทำนองนั้น สร้างไว้ประมาณ 4-5 หลังพระก็ใช้ส้วมพระเณรใช้ส้วมของเณร ส่วนเจ้าอาวาสก็มีอีก 1 หลัง โดยที่ไม่ได้ประปนกันเป็นสัดส่วนของใครของมัน ต่อมาเมื่อสร้างวิหารเสร็จแล้ว ก็นิมนต์พระภิกษุและสามาเณรทั้งหลายไปอยู่ที่วิหาร จากนั้นได้ทำการรื้อถอนกุฏิเล็กออกจนหมดแล้วคงไม้เพียงแต่ส้วมโบราณเท่านั้น พอมาถึงยุดท่านเจ้าอาวาส องค์ที่ 3 ท่านได้มรณภาพลง เมื่อถึงวันประชุมเพลิงก็ได้จัดการก่อตั้งเมรูชั่วคราว โดยการประชุมเพลิงทั้งเมรุและศพ ท่านไปพร้อมกัน แต่สถานที่เห็นว่าตรงนั้นและที่กว้างขวางดีและอีกประการหนึ่งส้วมที่ทันสมัยกว่านั้นก็ได้สร้างขึ้นมาใช้แล้วแทนส้วมเก่าโบราณที่ปลวกกินจนแทบจะหมดอยู่แล้ว จึงได้ทำการรื้อถอนออกไปเสีย เหลือเพียงหลังเดียวเท่านั้น (สมัยนั้นกรมศิลปกร ยังไม่จดทะเบียนรับรอง)   จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าที่ชีวิตไปแล้ว ก่อนท่านจะเสียชีวิตนั้นท่านได้เล่าให้ท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้ฟังว่า เมื่อสมัยก่อนนั้นจะตั้งชื่อวัดศรีรองเมือง ตามที่เจ้าอาวาสสคมผู้เป็นประธานใหญ่ในการถวายที่ดินจำนวนมากที่สุด ซึ่งได้แก่  จองตะก่า อินต๊ะ แม่จองตะก่า คำออน นามสกุล ศรีรองเมือง นั้นเอง  อาจจะคิดว่าชาวพม่าเมืองหนึ่งและไทยอีกเมืองหนึ่งก็เป็นได้จึงได้ว่า วัดศรีรองเมือง ก่อนที่จะมาเป็นวัดศรีรองเมืองในปัจจุบันนี้ หนึ่งนั้นถึงจะแยกประเทศแต่ไม่ได้หมายความว่าจะแยกศาสนา อีกประการหนึ่งกล่าวว่าคฤหบดีชาวพม่าในสมัยนั้นที่ได้มาทำงานใน บริษัท  บอมเมย์เบอร์ม่า ที่มีนาย เยมส์ หรือชื่อไทยว่า นาย บุญยงค์ จันทน์เกสร มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการในสมัยนั้น เป็นชาวอังกฤษ และเป็นหนึ่งในสี่บริษัทได้รับสัมปทานทำไม้สักในจังหวัดลำปาง ให้เหตุผลกล่าว ในสมัยนั้นมีคฤษบดีชาวพม่าที่มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมากและท่านทั้งหลายเหล่านั้นได้ร่วมแรงร่วมใจ แบบสามัคคีธรรม ร่วมกันลงขันได้จำนวน 9 ครองครัวที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น คำจารึกตอนเสาเอกสร้างวิหาร เป็นอักษรที่บันทึกไว้ที่หน้าห้องเจ้าอาวาสที่ความว่า จุลจักราช  1267 วันพฤหัสบดี ที่ 11 เดือน กุมภาพันธ์ ขึ้น 15 ค่ำ ตอนเช้า ตี  1 ตั้งเสาเอกสร้างพระวิหารศรีรองเมือง หรือตรงกับปี พ.ศ. 2448 ในสมัยปัจจุบันนี้

พระพุทธรูปไม้สักทอง
พระพุทธรูปไม้สักทองปางมารวิชัย ศิลปะพม่า สมัยตอนปลาย ร.5 หน้าตักกว้าง 185 ซ.ม. ความสูง 283 ซ.ม. จองตะก่า อินต๊ะ แม่จองตะก่า คำออน ศรีสองเมือง กับพักพวกและชาวบ้าน ได้ว่าจ้างช่างชาวเมืองมัณฑเลย์ประเทศเมียนม่า มาทำการแกะสลักเป็นพระพุทธรูปพระประธาน อันเชิญขึ้นประดิษฐาน ถวายไม้ในพระวิหารวัดศรีรองเมืองมาถึงปัจจุบัน

ที่มาพระพุทธรูปไม้สักทอง
พระพุทธรูปไม้สักทองมีประวัติโดยย่อ เล่ากันมาดังนี้ เมื่อสมัยก่อนได้มีชาวบ้านพบท่อนซุงอันใหญ่ลอยแม่น้ำมาติดอยู่ที่ท่าน้ำข้างวัด ชาวบ้านจึงให้ช้างเผือกหลายเชือกชักลากขึ้นมาไว้ในบริเวณวัด บังเอิญมีผู้สนใจดูท่อนซุงอันใหญ่โตมโหฬารกันเป็นจำนวนมากอีกทั้งยังมีการจุดธูปเทียนขอโชคลาภต่างๆ นา ๆ ตามความเชื่อของแต่ละคน เผอิญขณะที่ชาวบ้านกราบไหว้จุดธูปเทียนได้บังเกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ธูปเทียนที่ชาวบ้านจุดกันไว้ไม่ดับ จึงเชื่อกันว่าท่อนซุงใหญ่อันศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธรูปโลหะนั่งสมาธิปางมารวิชัย ศิลปะพม่าลงรักทาทอง หน้าตักกว้าง 56 ซ.ม. สูง 77 ซ.ม. ฐานไม้แกะสลักตัดกระจกสวยงามอลังการแบบสมัยโบราณมัณฑะเลย์ ศิลปะเมียนมาร์ พ่อเลี้ยงคำมั่น มณีนันทร์กับพวกทั้งหลายร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ถวายใน พ.ศ. 2454 จนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลจาก  http://www.lpc.rmutl.ac.th/burmesetemple/index.php?option=com_content&view=article&id=49&Itemid=58

TAGS:
Posted by | 29-10-2557 | 14:58
0 total comment 0 | total like 653 | total view

likeLike
favoriteAdd to Favorite
Share Link:
 

กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น


ความคิดเห็นสมาชิก

    653

    Views
    แก้ไขล่าสุดวันที่ 07/02/2558 11:41:31

    สร้างทริปใหม่

    แผนที่



    ข้อมูลการติดต่อ


    • ตำบล สบตุ๋ย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัด ลำปาง


    เที่ยวเชียงใหม่การเดินทาง





    เที่ยวเชียงใหม่เจ้าของบทความ



    เที่ยวเชียงใหม่
    เที่ยวเชียงใหม่
    2 บทความ
    อ่านบทความอื่นๆ



    คำค้นยอดนิยม


    เชียงใหม่
    เที่ยวเชียงใหม่
    ที่กินเชียงใหม่
    วัด
    เชียงราย
    ที่พักเชียงใหม่
    พะเยา
    เที่ยวเชียงราย
    น่าน
    ร้านกาแฟเชียงใหม่
    ลำพูน
    อุตรดิตถ์
    แม่ฮ่องสอน
    แพร่
    ร้านอาหารเชียงใหม่
    ร้านกาแฟ
    เที่ยวลำพูน
    น้ำตก
    เที่ยวอุตรดิตถ์
    แม่แตง