+ เพิ่มบทความใหม่

ที่เที่ยว / เที่ยวเชิงวัฒนธรรม / อุตรดิตถ์


อนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร

เที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ภาพจาก  http://www.utdclub.com/forum/forum.php?mod=viewthread&tid=14523

อนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร



 อยู่หมู่ 7 บ้านท้องทับแล ตำบลฝายหลวง อยู่ห่างจากตัวจังหวัด 12 กิโลเมตร จากอำเภอลับแล ใช้ทางหลวงหมายเลข 1043 เป็นอนุสาวรีย์ของปฐมกษัตริย์ผู้ครองเมืองลับแล 

ประวัติเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร

เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร เป็นกษัตริย์ในตำนานนครลับแล ถือเป็นวีรบุรุษของท้องถิ่นอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์

ตามตำนานกล่าวว่าพระองค์เป็นพระราชบุตรในพระเจ้าเรืองไทธิราช กษัตริย์วงศ์สิงหนวัติแห่งอาณาจักรโยนกนาคนครเชียงแสน พระองค์ได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระราชบิดาให้มาปกครองนครลับแล ซึ่งถือว่าเป็นเมืองชายแดนของอาณาจักรโยนกนาคนครเชียงแสนเมื่อปี พ.ศ. 1513 เพื่อป้องกันภัยจากการรุกรานของกำโพชนคร (ขอม) และ พม่า จึงอาจกล่าวได้ว่า พระองค์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งนครลับแล

การสร้างนครลับแล

การบุกเบิกถิ่นฐานใหม่

ในปี พ.ศ. 1506 อาณาจักรโยนกนาคนครเชียงแสน อันมีเมืองนาคพันธ์สิงหนวัติชัยบุรีศรีช้างแสนเป็นราชธานี (ปัจจุบันคืออำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) ได้เกิดสงครามรบพุ่งกันอยู่เนืองๆ ทั้งโรคระบาดเกิดขึ้นมากมาย มีผู้เจ็บป่วยล้มตายอยู่เป็นประจำ ราษฎรต่างพากันแยกย้ายละทิ้งถิ่นฐานเดิมไปหาแหล่งทำมาหากินที่ใหม่กันเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้มีราษฎรประมาณ 70 ครัวเรือนทนต่อความทุกข์ยากในนครเชียงแสนไม่ไหวจึงได้ชักชวนกันไปหาที่ทำกิน และยกให้หนานคำลือ กับหนานแสนคำ เป็นหัวหน้าครอบครัว เดินทางล่องใต้เพื่อแสวงหาถิ่นฐานทำกินแห่งใหม่ หนานคำลือกับหนานแสนคำฝันว่าดวงวิญญาณของ "เจ้าปู่พญาแก้ววงเมือง" (กษัตริย์องค์ที่ 13 แห่งนครโยนก) มาบอกว่าที่แหล่งทำมาหากินอันอุดมสมบูรณ์มีน้ำตกและธารน้ำไหลตลอดทุกฤดูกาล สภาพดินฟ้าอากาศไม่หนาวไม่ร้อน ชาวบ้านจึงได้อัญเชิญดวงวิญญาณของปู่พญาแก้ววงเมืองไปด้วยเพื่อเสาะหาแหล่งทำมาหากินให้ได้ตามความฝันนั้น การเดินทางผ่านจังหวัดลำปางและจังหวัดแพร่ในที่สุดก็บรรลุถึงหุบเขาลับแล จนสามารถมองเห็นภูมิประเทศซึ่งตรงกับความฝันทุกประการ ประกอบด้วย น้ำตกธารน้ำไหล ดินฟ้าอากาศชุ่มเย็น มีภูเขาเตี้ยๆ อุดมไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด แสงแดดส่องลงถึงพื้นดินเพียงครึ่งวัน จึงตกลงใจปักหลักสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นครั้งแรก โดยใช้ชื่อว่า "บ้านเชียงแสน" ช้าง ม้า วัว ควาย ที่นำมาด้วยก็จัดให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ห่างไกลเป็นระยะๆ พอสมควร ต่อมาบริเวณที่ควายอยู่ก็ให้ตั้งชื่อว่า "บ้านคอกควาย" และที่ช้างอาศัยอยู่ก็ให้ตั้งชื่อว่า "บ้านคอกช้าง" ชื่อหมู่บ้านเหล่านี้ได้มีการเรียกขานกันจนถึงปัจจุบัน

เมื่อตั้งบ้านเรือนเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจึงประชุมกันแต่งตั้งให้หนานคำลือเป็น "เจ้าแคว้น" (เทียบเท่ากับกำนัน) ปกครองชาวบ้าน และแต่งตั้งให้หนานคำแสนเป็น "เจ้าหลัก" (เทียบเท่ากับผู้ใหญ่บ้าน) เจ้าหนานทั้งสองได้ดูแลปกครองลูกบ้านอยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขเป็นเวลายาวนาน 7 ปีเศษ จึงมอบหมายให้หนานคำลือเป็นหัวหน้านำราษฎรจำนวน 10 กว่าคนเดินทางรอนแรมออกจากลับแลกลับไปส่งข่าวยังโยนกนคร เมื่อเดินทางถึงแล้วเจ้าแคว้นก็ได้นำราษฎรเข้าเฝ้าพระเจ้าเรืองไทธิราช กษัตริย์องค์ที่ 21 แห่งโยนกนคร และกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบถึงการอพยพไปตั้งหลักแหล่งทำมาหากิน อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข พระเจ้าเรืองธิราชดีพระทัยยิ่งนัก นอกจากนั้นยังกราบทูลให้ทรงทราบอีกว่าที่ลับแลยังไม่มีพระสงฆ์ที่จะคอยอบรมสั่งสอนบุตรหลานและประกอบพิธีกรรมต่างๆ พระองค์ก็ให้พระสงฆ์มาอยู่ด้วย 6 รูป ครั้นเมื่อเดินทางกลับมาถึงลับแลราษฎรต่างก็ดีใจ ญาติพี่น้องที่ติดตามมาก็ได้พบปะกันอีกคราว และมีพระสงฆ์มาด้วยอีก 6 รูป จึงได้จัดที่พักพาอาศัยให้ชั่วคราว แล้วช่วยสร้างวัดขึ้นเป็นแห่งแรกในลับแล ชื่อ "วัดเก้าเง้ามูลศรัทธา" หรือเรียกกันว่า "วัดใหม่"
เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารขึ้นครองเมือง

ลับแลมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ ราษฎรอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข บุตรหลานก็เจริญเติบโต บ้างก็มีครอบครัวแยกย้ายออกไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินกันตามอัธยาศัย แต่บุตรสาวเจ้าแคว้นและเจ้าหลักชื่อสุมาลี และสุมาลา ทั้งสองสาวผิวพรรณผ่องใสสวยงาม กิริยามารยาทเรียบร้อย มีความฉลาดหลักแหลม ขยันขันแข็ง หากมีเวลาว่างก็จะสนใจในงานเย็บปักถักร้อย จนเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วทั้งหมู่บ้าน นางทั้งสองได้ช่วยกันคิดค้นจนสามารถสร้างหูกทอผ้าได้เป็นผลสำเร็จ และช่วยกันทอผ้าแบบต่างๆ ที่ใช้สอยกัน ที่สำคัญคือนางทั้งสองได้ช่วยกันคิดค้นทอผ้าซิ่นตีนจกจนเป็นผลสำเร็จ มีลวดลายสวยสดงดงาม นำวิถีชีวิตของชาวลับแลถ่ายทอดลงไปบนเชิงผ้า และงานจกผ้าอื่นๆ ผสมกลมกลืนกันได้อย่างงดงาม ตลอดจนอบรมเผยแพร่ให้กับบุตรหลานชาวบ้านจนสืบทอดกันมาถึงทุกวันนี้ เจ้าแคว้นและเจ้าหลักเห็นว่าสิ่งประดิษฐ์ที่บุตรสาวทั้งสองได้ทำขึ้นนั้นมีคุณค่าสวยงาม เหมาะสมที่เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน จะได้ใช้สอยด้วย จึงชักชวนกันนำสิ่งประดิษฐ์และนำบุตรสาวทั้งสองไปเข้าเฝ้าพระเจ้าเรืองไทธิราช พร้อมกับถวายผ้าซิ่นตีนจกและสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายที่ได้จากการถักทอของบุตรสาว

พระเจ้าเรืองไทธิราชพอพระทัยยิ่งนักออกปากชมมิได้หยุด พระองค์พิเคราะห์ดูแล้วเห็นว่าหญิงสาวทั้งสองคนนี้มีลักษณะรูปทรงผิวพรรณดีผิดแผกจากสามัญชนธรรมดาทั่วๆ ไป มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการเหมาะที่จะเป็นชายาแห่งราชบุตรของพระองค์ได้ จึงเอ่ยปากขอบุตรทั้งสองคนต่อเจ้าแคว้นและเจ้าหลักเพื่ออภิเษกให้เป็นชายาของเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ราชบุตรของพระองค์ ส่วนเจ้าแคว้นและเจ้าหลักกราบทูลว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น เป็นบุญวาสนาแก่ธิดาของข้าพเจ้าทั้งสองอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แล้วแต่จะทรงพระกรุณา แล้วเจ้าแคว้นกับเจ้าหลักจึงกราบบังคมทูลลากลับเมืองลับแล

พระเจ้าเรืองไทธิราชจึงประกาศหมายกำหนดการให้อภิเษกสมรสพระราชบุตรภายในเวลา 6 เดือน ครั้นถึงกำหนดเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร พร้อมพระญาติ สมณชีพราหมณ์ ทหาร ข้าทาสบริวาร ตกแต่งขบวนขันหมากแห่แหนจากโยนกนคร เดินทางมุ่งหมายมายังเมืองลับแลประกอบพิธีอภิเษกสมรสตามราชประเพณีเชียงแสนโบราณ พร้อมกับตั้งให้นางสุมาลี และนางสุมาลา เป็นชายาซ้าย-ขวา โดยพระราชทานนามว่า "พระเทวีเจ้าสุมาลา" และ "พระเทวีเจ้าสุมาลี" และโปรดฯ ให้สร้างวังขึ้นในบริเวณที่เป็นวัดป่าแก้วเรไรหรือวัดเจดีย์คีรีวิหาร ซึ่งมีร่องรอยของคูเมืองอยู่ เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารก็ได้ขึ้นครองเมืองลับแลเป็นปฐมตั้งแต่นั้นมา (พ.ศ.1513)

จากนั้นได้มีราษฎรอพยพมาอยู่เพิ่มมากขึ้น พระองค์ได้จัดสรรที่อยู่อาศัยและที่ทำมาหากินให้แก่ราษฎรโดยทั่วหน้ากัน ราษฎรเชื้อสายเชียงแสนให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ตั้งแต่บ้านคอกช้าง, บ้านต้นเกลือ, ถึงบ้านท้องลับแล, บ้านยางกระดาย, บ้านนาแต๊ว, บ้านนาทะเล, และบ้านปากฝาง พระองค์ทรงดำรงตนอยู่ใต้ทศพิธราชธรรม ทรงปกครองราษฎรแบบบิดาปกครองบุตร ตัดสินคดีความด้วยพระเมตตา อบรมสั่งสอนราษฎรเป็นพลเมืองดี มีความขยันขันแข็ง ทุกคนก็อยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา พระองค์มีจิตใจฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนาเป็นยิ่งนัก เมื่อครั้ง พ.ศ.1519 พระองค์ทรงดำริให้จัดสร้างสถูปเจดีย์เพื่อประกาศพระศาสนา และได้เสด็จไปยังเมืองโยนกนครเพื่อขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุจากดอยตุง จังหวัดเชียงราย อัญเชิญมาบรรจุไว้ที่สถูปเจดีย์วัดป่าแก้วเรไร (วัดเจดีย์คีรีวิหาร) เป็นวัดแห่งแรกของเมืองลับแล

ราว พ.ศ. 1525 หลังจากปราบพวกขอมที่มารุกรานราบคาบแล้วพระองค์จึงเสด็จไปเมืองโยนกนครอีกครั้งเพื่อขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุจากพระบิดาจำนวน 32 องค์ เพื่อมาบรรจุไว้ ณ สถูปเจดีย์ม่อนธาตุ ทั้งได้สร้างวัดชัยชุมพล และวัดดอยชัย ขึ้นไว้ในหมู่บ้านอีกด้วย

เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารได้ครองเมืองลับแลอยู่เป็นเวลายาวนาน ทำนุบำรุงบ้านเมืองจนเจริญก้าวหน้า ราษฎรอยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข จนชราภาพจึงเสด็จสวรรคต ยังความโศกเศร้าอาลัยของอาณาประชาราษฎร์เป็นยิ่งนัก จึงพร้อมใจกันนำอัฐิของพระองค์มาบรรจุไว้ ณ ม่อนอารักษ์ เพื่อเป็นที่สักการบูชาของประชาชนทั่วไป และเกิดประเพณีแห่น้ำขึ้นโรงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

ธรรมเนียมการแห่น้ำขึ้นโรง

งานประเพณีแห่น้ำขึ้นโรง คือการนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ประพรมด้วยน้ำอบ น้ำหอม ขึ้นไปถวายสักการะดวงวิญญาณเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร พร้อมเครื่องถวาย เพื่อทำการขอพรให้ประชาชนชาวอำเภอลับแลอยู่ดี กินดี ร่มเย็นเป็นสุข ฝนตกต้องตามฤดูกาล จัดดขึ้นในวันที่ 14 เมษายนของทุกปี ณ บริเวณเชิงดอยม่อนอารักษ์

ในสมัยก่อนที่ทางราชการจะเข้าไปร่วมมือด้วย จะมีชาวบ้านจัดงานประเพณีแห่น้ำขึ้นโรง (วันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี) เพื่อเป็นการรดน้ำดำหัวให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการทำน้ำอบ-น้ำหอมไปสรงตามศาลซึ่งเป็นที่นับถือของคนในหมู่บ้าน เช่น ศาลประจำหมู่บ้าน เรียกว่าศาลปู่เจ้า หรือเรียกศาลปู่เจ้าปู่เชื้อ ตามความเชื่อของชาวบ้านที่จะได้แสดงความเคารพนับถือบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว เชื่อกันว่าจะทำให้ลับแลมีความอุดมสมบูรณ์ อยู่เย็นเป็นสุข ขอน้ำ ขอฝน ให้ตกต้องตามฤดูกาล โดยกำหนดให้สร้างศาลเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารเป็นจุดชุมนุมของคนมาร่วมพิธีด้วย ถือกันว่าเป็นที่สถิตดวงวิญญาณของเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ปฐมกษัตริย์ผู้ครองเมืองลับแล ตลอดจนเทพารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่พระองค์ได้สร้างบ้านแปลงเมืองให้อยู่กันมาอย่างร่มเย็นเป็นสุขมาตราบจนถึงทุกวันนี้

ภายในงานจัดให้มีการแห่ขบวนตุงแบบล้านนาที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีการฟ้อนแบบต่างๆ ของล้านนา ถวายเป็นราชสักการะ มีการอัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปสรงถวายแด่พระราชานุสาวรีย์ เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุราธิคุณของพระองค์ ที่พระราชทานแก่ชาวเมืองลับแล และชาวอุตรดิตถ์มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ และยังเป็นการขอพระราชทานพรอันศักด์สิทธิ์จากเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารอีกด้วย

ใน พ.ศ. 2444 รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสที่ลับแลทรงเห็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน จึงสร้างฝายหลวงขึ้น โดย พระศรีพนมมาศเป็นผู้สนองพระราชโองการ สร้างฝายขึ้นมา 2 ฝาย คือ ฝายกู้กับฝายหลวงเพื่อชึ่งถือว่าเป็นฝายแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อใช้ในการเกษตร ฝายหลวงเป็นชื่อที่ลำลึกนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและแสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน ชาวบ้านจึงเรียก ตำบลฝายหลวง และพระราชานุสาวรีย์ของ เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารนี้สร้างขึ้นเพื่อ รำลึกถึงบรรพบุรุษของเมืองลับแล บนเนินเขาด้านหลังอนุสาวรีย์มีทางขึ้นไปยังจุดชมวิวที่มองเห็นทัศนียภาพของเมืองลับแลได้อย่างงดงาม

ทั้งนี้เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีแบบเชียงแสน หรือ ล้านนาโบราณ ซึ่งเป็นประเพณี อันดีงามของท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวของตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ภายในงานจัดพิธีตักน้ำและอัญเชิญน้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์บริเวณเวียงเจ้าเงาะ ตำบลทุ่งยั้ง เพื่อบวงสรวงสักการะดวงวิญญาณของเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ปฐมกษัตริย์ของเมืองลับแล ซึ่งถือว่าเป็นที่เคารพสักการะของชาวลับแลมาตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน มีขบวนแห่ตุงล้านนาอันยิ่งใหญ่สวยงาม โดยมีช้างนำหน้าจำนวน 10 เชือก การแสดงฟ้อนแบบล้านนา และได้อัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์ เครื่องสักการะ ประกอบด้วย ข้าวปลาอาหารคาวหวาน หมากพลู เหล้า ยา ผลไม้ และบายศรี เคลื่อน ขบวนไปยังพระราชานุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร บริเวณฝายน้ำล้น (ฝายหลวง) พราหมณ์ทำพิธีสักการะดวงวิญญาณเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ถวายเครื่องสักการะ สวมพวงมาลัย สรงน้ำ และถวายผ้าคาดเอว มีผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานทุกปี

พระราชานุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร


พระราชานุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 บ้านท้องทับแล ตำบลฝายหลวง อยู่ห่างจากตัวจังหวัด 12 กิโลเมตร จากอำเภอลับแล ใช้ทางหลวงหมายเลข 1043 ทางไปน้ำตกแม่พูล มีป้ายบอกทาง อยู่ทางซ้ายมือ ติดกับฝายน้ำ โดยทุกปีจะจัดงานประเพณีแห่น้ำขึ้นโรงชาวลับแล หลังพระราชานุสาวรีย์มีเนินเตี้ยสามารถปีนขึ้นไปชมวิวได้ มองเห็นเมืองลับแลยามเย็นได้อย่างสวยงาม

นายสมปารถ เสาไพบรูณ์ ในอำเภอลับแลพร้อมด้วยข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ได้พร้อมใจกันก่อตั้งพระรูป และอนุเสาวรีย์ไว้เป็นที่สัการะบูชา ในคุณงามความดีของพระองค์ วางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2526

ข้อมูลจาก  http://th.wikipedia.org

TAGS:
Posted by | 25-11-2557 | 15:01
0 total comment 0 | total like 905 | total view

likeLike
favoriteAdd to Favorite
Share Link:
 

กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น


ความคิดเห็นสมาชิก

    905

    Views
    แก้ไขล่าสุดวันที่ 09/02/2558 16:08:43

    สร้างทริปใหม่

    แผนที่



    ข้อมูลการติดต่อ


    • อนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร อำเภอ ลับแล จังหวัด อุตรดิตถ์


    แอ่วเหนือการเดินทาง





    แอ่วเหนือเจ้าของบทความ



    แอ่วเหนือ
    แอ่วเหนือ
    278 บทความ
    อ่านบทความอื่นๆ



    คำค้นยอดนิยม


    เชียงใหม่
    เที่ยวเชียงใหม่
    ที่กินเชียงใหม่
    วัด
    เชียงราย
    ที่พักเชียงใหม่
    พะเยา
    เที่ยวเชียงราย
    น่าน
    ร้านกาแฟเชียงใหม่
    ลำพูน
    อุตรดิตถ์
    แม่ฮ่องสอน
    แพร่
    ร้านอาหารเชียงใหม่
    ร้านกาแฟ
    high quality replica
    เที่ยวลำพูน
    น้ำตก
    เที่ยวอุตรดิตถ์